ไทใหญ่

ไทใหญ่

ผศ. ดร. สมหวัง อินทร์ไชย

ผู้เรียบเรียง

 

  1. ประวัติศาสตร์ความเป็นมา

ไทใหญ่ หรือ ฉาน (ไทใหญ่: ไต๊, พม่า; IPA: จีนตัวย่อ : 掸族; พินอิน: Shàn zú) คือ กลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่อันดับสองของพม่า ส่วนมากอาศัยในรัฐฉาน (SHAN STATE) ประเทศพม่า และบางส่วนอาศัยอยู่บริเวณดอยไตแลง ชายแดนประเทศไทย-ประเทศพม่า คนไทใหญ่ในประเทศพม่ามีประมาณ 3 หรือ 4 ล้านคน แต่มีไทใหญ่หลายแสนคน ที่ได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหนีปัญหาทางการเมืองและการหางาน ตามภาษาของเขาเองจะเรียกตัวเอง ไต หรือ ไท (ตามสำเนียงไทย) พี่น้องไตในพม่ามีหลายกลุ่ม เช่น ไตขืน ไตแหลง ไตคำตี่ ไตลื้อ และ ไตมาว แต่กลุ่มใหญ่ที่สุด คือ ไตโหลง (ไต = ไท และ โหลง = หลวง หรือ ใหญ่) ซึ่งคนไทยในประเทศไทยจึงเรียกคนไทกลุ่มนี้ว่า “ไทใหญ่” เหตุฉะนั้น จะเห็นได้ว่าภาษาไต และภาษาไทยคล้ายกันบ้างแต่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีคำเรียกไทใหญ่อีกอย่างว่า “เงี้ยว” แต่เป็นคำที่ไม่สุภาพในการเอ่ยถึงชาวไทใหญ่

ชาวไทใหญ่ถือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เป็นวันชาติ เมืองหลวงของรัฐฉาน คือ “ตองยี” ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรประมาณ 150,000 คน ส่วนเมืองสำคัญอื่นๆ ได้แก่ สีป้อ ล่าเสี้ยว นครเชียงตุง และท่าขี้เหล็ก

   1.1 ความหมายของคำว่า “ไทใหญ่”

คำว่า “ ไทใหญ่ “ เป็นชื่อที่ชาวไทใหญ่คุ้นเคยมานาน แต่นอกเหนือจากชาวไทใหญ่ในประเทศไทยแล้วไม่มีคนรู้จักคำว่า “ ไทใหญ่” ชาวไทใหญ่เรียกตนเองว่า “ ไตโหลง หรือ ไตใหญ่” เช่นเดียวกับชาวไทกลุ่มอื่นๆ อีกมาก จะจำแนกกลุ่มด้วยการเพิ่มคำขยาย เช่น ไทใหญ่ดำ ไทใหญ่แดง ไทใหญ่ขาว ไทใหญ่ใต้ ไทใหญ่เหนือ เป็นต้น ชาวไทใหญ่เรียกตนเองว่า “ ไตใหญ่ “ แต่ชนชาติอื่นจะเรียกชื่อเราว่า เสียม เซียม หรือสยาม เป็นต้น และเรียกประเทศเราว่าสยาม ชาวไทใหญ่ก็เช่นเดียวกันมีชื่อที่ชนชาติอื่นเรียกแตกต่างกันไป เช่น ชาวพม่าเรียกว่า “ ชาน ” หรือ “ ฉาน “ ซึ่งทำให้ชาวตะวันตกเรียกชาวไทใหญ่ตามคนพม่าว่า “SHAN” ในขณะที่ชาวคะฉิ่นหรือจิ่งโพเรียกว่า “ อะซาม ” ชาวอาชาง ชาวปะหล่อง และชาวว้า เรียกว่า “ เซียม ” คำทั้งหมดนี้มาจากรากเหง้าของคำเดิม คือ “สยาม” “สาม” หรือ “ซาม” ทั้งสิ้น ส่วนชาวจีนฮั่นมีวิธีเรียกชาวไทใหญ่ที่แตกต่างออกไป คือ ใช้คำที่แสดงลักษณะของชนชาติ มาขนานนาม เช่น เรียกว่า พวกเสื้อขาว (ป๋ายยี) พวกฟันทอง (จินฉื่อ) พวกฟันเงิน (หยินฉื่อ ) พวกฟันดำ (เฮยฉื่อ) และยังมี ชื่ออื่นๆ เช่น เหลียว หลาว หมางหมาน พวกเยว่ร้อยเผ่า และหยี เป็นต้น จีนจะมีการเรียกชื่อชาวไทใหญ่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาทางประวัติศาสตร์

ในกลุ่มของไทใหญ่ก็มีชื่อเรียกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้อีกหลายกลุ่มตามถิ่นที่อยู่ เช่น ชาว ไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพม่า มักเรียกชาวไทใหญ่ที่อยู่ในเขตประเทศจีนว่า “ไทใหญ่แข่ หรือ ไทใหญ่จีน” เพราะพวกเขาสามารถพูดภาษาจีนได้และรับเอาอิทธิพลวัฒนธรรมจีนหลายอย่าง ตั้งแต่ภาษา วิธีการกินอาหารด้วยตะเกียบ การตั้งบ้านเรือนแบบติดพื้นและขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น ในขณะที่ ชาวไทใหญ่ในจีนมักจะเรียกตนเองว่า “ไทใหญ่เหนือ” ด้วยถือว่าตนอยู่ทางด้านเหนือของแม่น้ำคง (สาขาของแม่น้ำสาละวิน) และจะเรียกชาวไทใหญ่ในพม่าว่า “ไทใหญ่ใต้”

   1.2 ความแตกต่างระหว่างไทใหญ่เหนือ-ไทใหญ่ใต้

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างไทใหญ่เหนือกับไทใหญ่ใต้ นอกจากภาษาและวัฒนธรรมหลายอย่างที่ได้รับอิทธิพลจากจีนคือเครื่องแต่งกายของผู้หญิงที่มี ลักษณะแตกต่างในแง่ของสีสัน รูปทรง และความหนาบางของเนื้อผ้า ชาวไทใหญ่ใต้ไม่นิยมโพกผ้านัก ในขณะที่ชาวไทใหญ่เหนือโพกผ้าด้วยสีขาวหรือสีดำหรือใช้หมวกทรงกระบอกสีดำ สูงราว 4 – 6 นิ้ว หากเป็นหญิงสาวไม่แต่งงานชาวไทใหญ่เหนือมักนุ่งกางเกงสีดำ และถักผมคาดรอบศีรษะ ประดับด้วยดอกไม้ แต่สาวชาวไทใหญ่ใต้นุ่งซิ่นไม่คาดผม นอกจากนี้ยังมีวิธีเรียกชื่อออกเป็นกลุ่มตามชื่อเมือง เช่น ชาวไทใหญ่เมืองมาวจะถูกเรียกว่าเป็นชาวไทใหญ่มาว หากเป็นเมืองอื่นๆ จะเรียกว่า ไทใหญ่เมืองวัน ไทใหญ่เมืองขอน ไทใหญ่เมืองหล้า เป็นต้น

แต่บางเมืองที่ไม่ใช่ชาวไทใหญ่ แต่ก็ได้รับเรียกชื่อว่าเป็นชาวไทใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะได้ติดต่อกับชาวไทใหญ่มานานจนพูดภาษาไทใหญ่ได้และรับอิทธิพลพุทธศาสนาเช่นเดียวกับชาวไทใหญ่ เช่น ไทใหญ่เมืองสา ซึ่งเป็นชาวอาชาง ชาวไทใหญ่จะเรียกว่า ไทใหญ่สาหรือไทใหญ่ดอย หมายถึง ชาวตะอางหรือเต๋ออ๋าง เป็นต้น ชาวจีนฮั่นมักเรียกชาวไทใหญ่เหนือว่าเป็นไทใหญ่นา หรือไทใหญ่บก ซึ่งจะตรงข้ามกับไทใหญ่น้ำ (สุยไต่ ) ซึ่งหมายถึงชาวไทใหญ่ในพม่า ( บางครั้งก็หมายถึงชาวไทใหญ่ลื้อด้วย ) และเรียกชาวไทใหญ่เขตหลินซาง กึ๋งม้า เมืองติ่ง ว่าเป็นพวกไทใหญ่ป่อง

ในภาคเหนือของพม่ายังมีกลุ่มไทที่มีวัฒนธรรมคล้ายๆ กันกับชาวไทใหญ่ เช่นไทคำตี่ที่ยังคงใช้ช้างไถนา ส่วนในรัฐอัสสัมมีชาวไทอาหม ไทพ่าเก ไทคำยัง ไทโนรา ไทอ้ายตอน ไทตุรุง เป็นต้น ชาวไทเหล่านี้สามารถจัดอยู่ในกลุ่มชาวไทใหญ่ด้วย เพราะภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกันมาก ชาวไทใหญ่ส่วนมากทั้งในประเทศพม่า อินเดีย จีน และไทใหญ่นับถือพุทธศาสนา มีอักษรเพื่อบันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนาไม่ว่าจะ เป็นคัมภีร์พุทธศาสนาชาดก นิทาน ฯลฯ เรามักเรียกอักษรเหล่านี้ว่าอักษรไทใหญ่ แต่ชาวไทใหญ่มีชื่อเรียกอักษรของเขาเองแตกต่างออกไป คือ หากเป็นอักษรไทใหญ่ที่ใช้ในเขตจังหวัดใต้คง เป่าซาน หลินซาง และซือเหมา จะเรียกว่า ตัวถั่วงอก หรือลิ่กถั่วงอก ด้วยรูปร่างของตัวอักษรที่เขียนด้วยก้านผักกูดหรือพู่กันจีนมีลักษณะยาว สูง คล้ายๆ ถั่วงอก ในขณะที่หากเป็นอักษรไทใหญ่ที่ใช้ในพม่าจะเรียกว่า “ลิกไต” ซึ่งมีลักษณะตัวป้อมๆ มีรูปร่างกลมเช่นอักษรพม่า อักษรกลุ่มไทที่อยู่ในอินเดีนจะมีรูปร่างต่างกันไป กลายเป็นอักษรอาหม อักษรไทพ่าเกและอักษรไทคำคี่ เป็นต้น แต่ลักษณะพื้นฐานส่วนใหญ่จะเหมือนกัน คือ มีจำนวนพยัญชนะ และสระใกล้เคียงกัน และไม่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์มาแต่เดิม หากมีแต่การเพิ่มเติมรูปพยัญชนะและวรรณยุกต์ภายหลัง พยัญชนะส่วนใหญ่มีเพียง 16 – 19 รูป และรูปวรรณยุกต์ 4 -5 รูป

   1.3 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์

การศึกษาชาวไทใหญ่ตั้งแต่ปลายคริสศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนมากเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะประวัติศาสตร์โบราณ เห็นได้จากงานของ Ney Elias ซึ่งเขาพยายามอธิบายประวัติศาสตร์ไทใหญ่จากตำนานของเมืองสำคัญ เช่น ตำนานเมืองเมา เมืองแสนหวี และเมืองปง นอกจากนั้นก็มีงานของ Hallet และ Parker งานเหล่านี้พยายามจะอธิบายการตั้งอาณาจักรเมาตามตำนาน ในราวต้นคริสศตวรรษที่ 5 จนถึงการพยายามการขยายดินแดนไปสู่เมืองไทใหญ่ต่างๆ ในคริสศตวรรษที่ 13 ตลอดจนความสัมพันธ์กับจีนและพม่า

แต่งานเหล่านี้มีปัญหาเรื่องการกำหนดศักราชและสับสน เรื่องที่ตั้งของเมืองต่างๆ ซึ่งปัญหาในเรื่องนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ เพราะเกิดจากความไม่ชัดเจนในการตีความของตำนาน ดังปรากฏในงานของ Zhu Chang li  ตำนานเก่าที่ชาวอังกฤษค้นพบก่อน คือ ตำนานเมืองปง ซึ่ง Pemberton พบในเมืองยะไข่ราวปี ค.ศ. 1830 (พ.ศ. 2373) นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะเห็นพ้องกันว่า คือ เมืองเมา ซึ่งเป็นอาณาจักรสำคัญของไทใหญ่ตั้งแต่ประมาณต้น คริสศตวรรษ โดยมีผู้นำ คือ ขุนไล

ตามตำนานอาณาจักรเมาได้ขยายตัวมาจากคริสศตวรรษที่ 6 จนถึงคริสศตวรรษที่ 11 จึงหยุดลง เพราะกษัตริย์พม่าชื่อ “อโนราธา” ตั้งเมืองพุกามและพัฒนาเป็นอาณาจักร ทำให้ปิดกั้นทางขยายดินแดนลงใต้ และในที่สุดพระเจ้าอโนราธาได้รับเจ้าหญิงเมืองเมา เป็นเครื่องแสดงว่าอาณาจักรเมายอมรับอำนาจของอาณาจักรพุกามในปี ค.ศ. 1057 (พ.ศ. 1600)อย่างไรก็ตามอาณาจักรเมาได้ขยายดินแดนอย่างกว้างขวาง ตำนานแสนหวีได้กล่าวถึงการขยายตัวของอาณาจักรภายใต้เจ้าเสือข่านฟ้า (ค.ศ. 1152 – 1205 หรือ พ.ศ. 1695 – 1748) ไปสู่อาณาจักรของคนไทต่างๆ จะกล่าวถึงรัฐอัสสัม ตลอดจนโจมตีจีนและพุกาม การเสนอภาพเช่นนี้ Wyatt ชี้ว่า คนไทมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกับที่ปรากฏในตำนานของคนไทในที่อื่นๆ เช่น ตำนานพระยาเจือง ของล้านนาและลาวลุ่มน้ำโขง

ปัญหาความสับสนที่สำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณของ ไทใหญ่ คือ การตีความว่า น่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไท โดยเริ่มจากงานของ Laconperie ที่เชื่อมโยงตระกูลผู้ปกครองของน่านเจ้าว่ามาจากเชื้อสายของชาวอ้ายลาว ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในยูนนานตอนใต้ในสมัยราชวงศ์ฮั่น และคิดว่าชนกลุ่มนี้เป็นต้นตระกูลของคนไท และโยงคำว่า เจ้า ในชื่ออาณาจักรว่าเป็นภาษาไท ความเข้าใจผิดดังกล่าวมีอิทธิพลต่อผู้ศึกษารุ่นต่อมาอย่างมาก จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปมานาน แม้ในปัจจุบันก็ยังมีผู้เชื่อเช่นนั้นอยู่ เช่น งานของ Sao Simong Margrai (1965) และ Tzang Yawnghwe (1987) แต่มีผู้ที่ปฏิเสธความเชื่อนี้ คือ Backus โดยแสดงหลักฐานว่า กลุ่มผู้นำน่านเจ้าพูดภาษาตระกูล ธิเบต-พม่า คือ โลโล และมีวัฒนธรรมระบบการตั้งชื่อที่ยึดชื่อท้ายของบรรพบุรุษมาเป็นชื่อต้นของ ลูก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มที่พูดภาษาโลโล ไม่ใช่ของวัฒนธรรมกลุ่มไต-ไท

Edmund Leach เองก็เชื่อว่าน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไท แต่ได้สนใจศึกษาเอกสารจีนทำให้เขาตั้งสมมุติฐานว่า การตั้งเมืองของไทใหญ่ยุคต้นนั้น เป็นการรองรับเส้นทางค้าจากจีนไปอินเดีย เนื่องจากแนวที่ตั้งของชาว ไทใหญ่อยู่บนเส้นทางการค้าหลัก การขยายตัวของไทใหญ่จึงเป็นการพยายามรักษาเส้นทางการค้า ซึ่งมีการตั้งด่านและป้อมค่ายขึ้นจนทำให้เกิดเป็นรัฐย่อยๆ ขึ้น แต่ก็ไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจนว่า ทำไมไทใหญ่จึงได้ขยายเข้าไปในแคว้นอัสสัม และตั้งอาณาจักรไทอาหมขึ้นในช่วงกลางคริสศตวรรษที่ 13

การศึกษาประวัติศาสตร์ไทใหญ่อย่างเป็นระบบ และค้นคว้าจากเอกสารหลายแหล่งเริ่มจากการศึกษาของ G.H. Luce ซึ่งอาศัยเอกสารจีนเป็นหลักทำให้ได้และรายละเอียดที่ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะเกี่ยวกับไทใหญ่ที่เข้าไปมีบทบาทในประวัติศาสตร์พม่า หลังจากที่ชาวมองโกลตีเมืองพุกามได้ในปี ค.ศ. 1287 (พ.ศ. 1830) เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดทางให้ชาวไทใหญ่สามารถขยายตัวในแถบที่ราบลุ่มจ๊กเซ ซึ่งถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพม่า ในช่วงนี้มีพี่น้องไทใหญ่ 3 คน เป็นผู้นำยึดพุกามและต่อสู้กับจีน แต่ในที่สุดก็ส่งบรรณาการให้จีน และหลังจากปราบปรามเมืองต่างๆ ได้ ก็ย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่อังวะราวปี ค.ศ. 1364 (พ.ศ. 1907)

Edmund Luce ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ชาวไทใหญ่จะปกครองเมืองพม่า ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังเป็นพม่า แต่ผู้นำไทใหญ่ก็ยอมรับวัฒนธรรมพม่า และใช้ภาษาพม่าเขียนจารึก ประวัติศาสตร์ในช่วงคริสศควรรษที่ 15 เต็มไปด้วยสงครามแย่งชิงเมืองต่างๆ ของพม่าและไทใหญ่ ขณะเดียวกันก็ปรากฏว่ามีการพยายามสร้างพันธมิตรด้วยการแต่งงานระหว่างเจ้าด้วยกันเอง อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดเมืองอังวะก็ถูกเจ้าไทใหญ่ด้วยกันเองจาก เมืองยางบุกทำลายในปี ค.ศ. 1527 (พ.ศ. 2070) ปรากฏว่ามีการทำลายวัดและประหารพระภิกษุในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้แสดงว่าชาวไทใหญ่ตอนเหนือยังไม่ได้นับถือพุทธศาสนาในช่วงนั้น ขณะที่ชาวไทใหญ่ตอนใต้รับอิทธิพลพุทธศาสนาจากพม่าแล้ว Leach เองก็เชื่อว่า ชาวไทใหญ่ตอนเหนือเพิ่งเริ่มนับถือพุทธศาสนาในคริ สศตวรรษที่ 16 นี้เอง ในเรื่องนี้จึงมีประเด็นคำถามสำหรับการวิจัยที่น่าสนใจต่อไปว่า ชาวไทใหญ่ตอนเหนือมีความเชื่ออย่างไร เพราะรับพุทธศาสนาช้ากว่าทางตอนใต้มาก ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบกับความเชื่อของชาวไทดำในเวียดนาม ซึ่งไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา

รัฐไทใหญ่ทางตอนเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในประเทศจีนปัจจุบัน มีปรากฏอยู่ในเอกสารจีนตั้งแต่ ค.ศ. 1276 (พ.ศ. 1822) เช่น กรณีของเมืองขอน นักมานุษยวิทยาชาวจีน T’ien Ju-k’ang ซึ่งได้เข้าไปศึกษาหมู่บ้านที่เมืองขอนในปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) ได้อ้างหลักฐานจีน แสดงให้เห็นว่า เมืองขอนมีตระกูลเจ้าที่ปกครองและสืบตระกูลอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลากว่า 500 ปี จนถึงปีที่เขาเข้าไปวิจัย แต่ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลสลับกันไปมาระหว่างพม่าและจีนตลอดเวลา ในปี ค.ศ. 1442 (พ.ศ. 1985) จีนยกย่องเจ้าเมืองขอนที่ช่วยรบพม่า แต่ในปี ค.ศ. 1583 (พ.ศ. 2126) เจ้าเมืองขอนก็ถูกจีนประหารชีวิตโทษฐานที่ไปช่วยพม่ารบกับจีน แสดงให้เห็นว่า เมืองขอนเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างพม่ากับจีน ดังนั้น จึงต้องเลือกข้างอยู่เสมอเพื่อความอยู่รอด

ประวัติศาสตร์ไทใหญ่ช่วงหลังคริสศตวรรษที่ 16 จนถึง 18 มีแต่เพียงการศึกษาอย่างคร่าวๆ ทำนองเล่าพงศาวดารมากกว่าการวิเคราะห์ถึงพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม ดัวยปรากฏในงานของ Harvey , Cochrane และ Mangrai ในช่วงนี้เมืองของชาวไทใหญ่ส่วนมากตกอยู่ใต้อิทธิพลของพม่า เพราะเจ้าไทใหญ่ทำสงครามรบพุ่งกันเอง จนในที่สุดพม่าภายใต้การนำของพระเจ้าบุเรงนองสามารถกลับมายึดอังวะได้ในปี ค.ศ. 1555 (พ.ศ. 2098) หลังจากไปชุมนุมสร้างกำลังพลอยู่ที่เมืองตองอูอยู่นาน ต่อมาพม่าก็ได้ทำสงครามยึดเมืองไทใหญ่ต่างๆบังคับให้ส่งบรรณาการ ในช่วงนี้เองพม่าได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาให้แก่ชาว ไทใหญ่ตอนเหนือ เพื่อสร้างแรงยึดเหนี่ยว จนทำให้เจ้าไทใหญ่ยอมรับพม่าและร่วมกับพม่าในการทำสงครามหลายครั้ง เช่น การทำสงครามกับอยุธยา และจีน ตลอดจนร่วมกับพม่ารบกับอังกฤษในปี ค.ศ. 1824 (พ.ศ. 2367) นอกจากนั้นก็มีการแต่งงานกันในหมู่เจ้าไทใหญ่และพม่า ดังจะเห็นได้ว่า ในกรณีของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์พระองศ์สุดท้ายของพม่าก็ถือได้ว่าเป็นลูกครึ่งไทใหญ่ อย่างไรก็ตามเมืองไทใหญ่บางเมืองก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลจีน เช่น เมืองเมาถูกจีนยึดได้ในปี ค.ศ. 1604 (พ.ศ. 2147) ขณะที่บางเมืองก็สามารถมีอิทธิพลอยู่ได้ เช่น เมืองแสนหวี

ในคริตศตวรรษที่ 19 Edmund Leach ซึ่งศึกษาเอกสารอังกฤษเป็นหลัก พบว่าอำนาจทางทหารของชาวไทใหญ่ถูกพม่าทำลายลงอย่างสิ้นเชิง แต่กระนั้นเจ้าไทใหญ่ก็ยังต่อสู้กันเอง โดยการจ้างทหารคะฉิ่นมารบให้ ส่วนเมืองไทใหญ่ตอนเหนือที่อยู่ห่างไกลอำนาจของพม่า เช่น เมืองของไทดำที่ปูเตา และในอัสสัม ยังคงมีอิสระ ขณะที่เมืองในแถบที่ราบหูกองตกอยู่ใต้อิทธิพลของคะฉิ่น ในช่วงนี้การค้าระหว่างเมืองบาโมและแสนหวีกับจีนรุ่งเรืองมาก ก่อนที่อังกฤษจะผนวกพม่าตอนบนได้ในปี ค.ศ. 1885 (พ.ศ. 2428) ชาวไทใหญ่ที่มีเชื้อสายพม่า ชื่อ เมืองชเวลี ได้กบฏต่อพม่าเพื่อตั้งเมืองก๋องเป็นอิสระในปี ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426) โดยอ้างว่าสืบเชื้อสายจากเจ้าฟ้าเมืองก๋อง การปราบปรามของพม่าได้ทำลายหมู่บ้านไทใหญ่แถบเมืองก๋องและมัสยิดจินาจำนวน มาก ซึ่งมีผลให้เกิดจลาจลขึ้นทั่วไป เอกสารอังกฤษส่วนใหญ่พยายามจะให้ภาพสังคมไทใหญ่วุ่นวาย เพื่อสร้างความชอบธรรมกับการผนวกดินแดน ช่วยให้เกิดความสงบขึ้นได้ แต่หากว่าสังคมไทใหญ่มีความวุ่นวายจริง ก็ยังไม่มีคำอธิบายว่า แล้วเกิดความต่อเนื่องทางสังคมได้อย่างไร เพราะปรากฏว่ามีชาวไทใหญ่อพยพเข้ามาในดินแดนไทแถบแม่ฮ่องสอนอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญจะอธิบายอย่างไร ถึงบทบาทของพ่อค้าวัวต่างชาวไทใหญ่ ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างรัฐไทใหญ่และล้านนาใน ช่วงคริสศตวรรษที่ 19 – 20

การศึกษาประวัติศาสตร์ไทใหญ่ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 (พ.ศ. 2508) จนถึงปัจจุบัน มักจะเน้นช่วง คริสศตวรรษที่ 19 – 20 จากการศึกษาเอกสารของอังกฤษและบันทึกความจำของชาวไทใหญ่ งานสำคัญในช่วงนี้คือ งานของ Saimong Mangrai , Aye Kyaw และ Robert Taylor Yawnghwe ซึ่งเป็นลูกชายของประธานาธิบดีคนแรกของพม่า การศึกษาส่วนใหญ่จะเน้นที่นโยบายของอังกฤษที่มีผลต่อรัฐไทใหญ่ ในระยะแรกหลังจากที่อังกฤษผนวกดินแดนแล้ว จะปล่อยให้เจ้าไทใหญ่ปกครองหากไม่กระทบต่อความมั่นคง แต่หลังจากปี ค.ศ.1920 (พ.ศ. 2463) ตำแหน่งเจ้าถูกลดความสำคัญลง อังกฤษมีอัคติต่อเจ้าไทใหญ่ว่าไม่รู้จักการปกครอง จึงจัดการปฏิรูปที่ทำให้ข้าหลวงอังกฤษมีบทบาทมากขึ้น แต่มีความมุ่งหมายเพื่อการควบคุมเจ้ามากกว่าการมองเห็นว่าไทใหญ่มีเอกภาพ เพราะอังกฤษมีความคิดตลอดเวลาว่า ไทใหญ่เป็นรัฐย่อยๆ ทัศนะดังกล่าวมีผลต่อสถานภาพของชาวไทใหญ่หลังจากพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ทำให้ไทใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองของพม่าเท่าที่ควร

   1.4 การผสมผสานระหว่างชาติพันธุ์

จากการศึกษาประวัติ ศาสตร์ชี้ชัดว่า ดินแดนของชาวไทใหญ่ตกอยู่ท่ามกลางอำนาจรัฐขนาดใหญ่ คือ จีน พม่าและไทย ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือเจ้าไทใหญ่ แต่กระนั้นรัฐไทใหญ่ทั้งหลายก็สามารถอยู่อย่างมีอิสระได้บ้างเป็นบางคราว เมื่ออำนาจรัฐขนาดใหญ่อ่อนแอลง ในสภาพดังกล่าวทำให้ที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไทใหญ่มีลักษณะเหมือนกัน เมืองชายแดนหรือรัฐชายขอบดินแดนเช่นนี้มักจะมีความหลากหลาย ของชาติพันธุ์ต่างๆมากมาย มาอาศัยอยู่รวมกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การศึกษาชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งอย่างโดดเดี่ยว หรือการพยายามค้นหาลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางสังคม เพราะลักษณะทางชาติพันธุ์จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมักจะมีความสลับซับซ้อนอย่างมาก สืบเนื่องมาจากการผสมผสานทางวัฒนธรรม ดังนั้นการค้นหาลักษณะดั้งเดิมของไทจากชาวไทใหญ่ จึงไม่ใช่แนวทางที่จะเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ แต่น่าจะศึกษากระบวนการผสมผสานทางชาติพันธุ์มากกว่า

ประเด็นการศึกษาทำนองนี้ปรากฏว่า มีการอภิปราบอย่างน่าสนใจในงานของ Edmund Leach เรื่อง Political of Highland Burma ซึ่งได้มาศึกษาดินแดนที่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไทใหญ่แม้ว่า Leach จะให้ความสำคัญกับการวิจัยสนามทางมานุษยวิทยา แต่ก็ได้เดินทางท่องไปในดินแดนแถบนั้นอย่างกว้างขวาง ตลอดจนศึกษาเอกสารและ บันทึกทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก ทำให้ค้นพบกระบวนการทางสังคม ที่ถือกันว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางทฤษฎีของสำนักโครงสร้างและหน้าที่เลยทีเดียว นอกจากนั้นยังให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับการผสมผสานทางชาติพันธุ์ของกลุ่มคน ต่างๆในที่สูง ซึ่งช่วยบุกเบิกการศึกษาที่สูงในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถือได้ว่าเป็นงานทางมานุษยวิทยาที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่ง

Edmund Leach มีสมมุติฐานว่า ลักษณะทางชาติพันธุ์เป็นสถานะภาพทางสังคมภายใต้ระบบนิเวศแบบหนึ่ง มากว่าผูกติดอยู่กับภาษาพูด ดังนั้น คนที่เรียกตัวเองว่าคนไทอาจจะพูดหลายภาษา แต่เห็นได้ชัดว่าต้องนับถือพุทธศาสนา ทำนาดำในที่ราบลุ่มน้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมของรัฐไทใหญ่ หากเข้าเพียงลักษณะใดลักษณะหนึ่งเท่านั้นยังไม่ถือว่าเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน และมีระบบสังคมแบบไทใหญ่ แต่ปลูกชาและอาศัยอยู่บนเขา นอกจากนั้น Leach ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า คนไทคนหนึ่งอาจจะมีสถานะภาพทางสังคมได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน

จากแนวคิดดังกล่าว Edmund Leach ได้นำมาอธิบายการผสมผสานและการเปลี่ยนแปลงชาติพันธุ์ระหว่างชาวไทใหญ่ และคะฉิ่น ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงและพูดภาษาแตกต่างกันหลายภาษา Leach พบว่ามีการแต่งงานระหว่างหัวหน้าชาวคะฉิ่นกับผู้หญิงไทใหญ่ที่เจ้าไทใหญ่ยก ให้แต่การผสมผสานเช่นนี้ไม่ได้ทำให้หัวหน้าชาวคะฉิ่นกลายเป็นไทใหญ่ ผู้นำคะฉิ่นที่มีสถานะภาพนี้มักจะมีอำนาจมาก และสามารถควบคุมที่ราบทำนาดำด้วย โดยมีทาสชาวไทใหญ่ช่วยทำนา ลักษณะความสัมพันธ์แบบนี้จะจำกัดอยู่ในวงของเจ้าไทใหญ่และหัวหน้าชาวคะฉิ่น

ส่วกรณีสามัญชนชาวคะฉิ่นสามารถกลายเป็นไทใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีรูปแบบความสัมพันธ์อีกลักษณะหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่ชาวคะฉิ่นเข้ามาเป็นแรงงานให้กับชาว ไทใหญ่และได้แต่งงานกับผู้หญิงชาวไทใหญ่เป็นการตอบแทน พวกนี้จะลงหลักปักฐานในที่ราบ แยกตัวจากญาติพี่น้องและหันมานับถือผีของเมียกลายเป็นพุทธศาสนิกชน ในสายตาของชาวคะฉิ่นอาจแต่งงานกับชายไทใหญ่และกลายเป็นชาวไทใหญ่ได้เช่นกัน แต่ผู้หญิงเหล่านี้ก็จะถูกตัดขาดจากญาติพี่น้องบนที่สูง ในทางตรงกันข้ามไม่ปรากฏกว่าสามัญชนชาวไทใหญ่ถูกกลืนกลับกลายเป็นคะฉิ่น

ด้วยเหตุนี้เอง Edmund Leach จึงมีความเห็นว่ากลุ่มภาษาจะบ่งบอกลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมมากกว่าชี้ ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และเขาไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่นิยมกันว่า กลุ่มชาติพันธุ์คือผู้คนที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน พูดภาษาเดียวกันและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกัน เพราะข้อมูลในดินแดนคะฉิ่นและไทใหญ่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดเช่นนั้น เขาเห็นว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นหน่วยงานทางสังคมที่แสดงความแตกต่างทางโครง สร้างแยกจากสังคมอื่น Leach พยายามตอกย้ำความคิดของเขาในบทความเรื่อง “The Frontiers of Burma” ซึ่งเขาได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างสังคมในดินแดนชายขอบ ที่ประกอบไปด้วยชุมชนในที่สูงและหุบเขา สังคมทั้งสองแบบเป็นวิถีการดำรงชีพและระบบสังคมที่ตรงข้ามกัน ระบบในที่สูงได้รับอิทธิพลจากจีนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าของ จีน มีระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่กำหนดไว้ชัดเจนในจารีตของเครือญาติ ขณะที่ระบบในหุบเขาของไทใหญ่ได้อิทธิพลจากอินเดีย รัฐไม่มีพรมแดนชัดเจน ระบบความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับอำนาจของ เจ้าความสัมพันธ์ระหว่างสองระบบนี้มีทั้งการขัดแย้งและพึ่งพากัน กล่าวคือเจ้าในหุบเขาอาจจะปกครองที่สูง แต่กลุ่มในที่สูงก็อาจจะยอมรับเจ้าหลายคน หรือมีการยอมรับอำนาจของกันและกัน คนในที่สูงอาจจะรับเอารูปแบบทางสังคมของคนในหุบเขามาใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนมาคนในที่ราบตราบใดที่เขายังอยู่ในที่สูง

งานของ Leach มีอิทธิพลต่อการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ในระยะต่อมาอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากงานของ Lehman และงานของ Keyes ซึ่งเสนอให้แยกความสัมพันธ์ทางภาษาออกจากความจริงทางสังคม แต่ดูเหมือนว่า Geham Wijeyewardene จะแย้งแนวคิดเช่นนี้ โดยเขายังคงให้ความสำคัญกับการสืบทอดลักษณะดั้งเดิมทางภาษาอยู่ และให้ตัวอย่างของม้งในไทยว่า แม้จะลงมาอยู่ในที่ราบก็ไม่ได้กลายเป็น ไทย ขณะเดียวกันเขาก็คิดว่าลักษณะดั้งเดิมของภาษาจะเป็นบรรทัดฐานให้สร้างความ รู้สึกเป็นชาติพันธุ์ใหม่ ( ethnogenesis ) ส่วน Nicholas Tapp เห็นว่า ชาติพันธุ์เป็นสำนึกทางประวัติศาสตร์เพราะเป็นการสร้างความคิดบนพื้นฐานของ ความแตกต่างทางโครงสร้างที่ใช้ในการจำนวนกลุ่มที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตาม เงื่อนไขของเวลาและพื้นที่ มักจะปรากฏในรูปของปรัมปรานิยาย ความคิดเกี่ยวกับชาติพันธุ์นี้มีลักษณะเคลื่อนไหว จึงมีประโยชน์ในการอธิบายกระบวนการผลิตใหม่ทางชาติพันธุ์

แนวความคิดเหล่านี้มีความสำคัญมากต่อการศึกษากลุ่ม ชาติพันธุ์ เพราะจะขจัดความสับสนระหว่างลักษณะชาติพันธุ์ที่มีความต่อเนื่องทางประวัติ ศาสตร์ กับลักษณะที่ผสมผสานขึ้นมาเป็นสำนึกทางชาติพันธุ์ ซึ่งเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การศึกษาของฉลาดชายและคณะเกี่ยวกับชาว ไทใหญ่ที่เชียงใหม่ได้บ่งบอกว่า ชาวบ้านใหม่หมอกจ๋ามกำลังสร้างสำนึกทางชาติพันธุ์ขึ้น โดยอาศัยพิธีไหว้ครูหมอไตเป็นจุดศูนย์รวม ทั้งๆที่ชาวบ้านเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากดินแดนต่างๆในพม่า ซึ่งมีภาษาพูดแตกต่างกันมาก ฉัตรทิพย์และคณะก็ได้รายงานปรากฏการณ์ทำนองเดียวกันนี้ว่ากำลังเกิดในแคว้น อัสสัม ที่ไทอาหม และไทใหญ่กลุ่มต่างๆ พยายามสร้างสำนึกความเป็นไท โดยมีพิธีไหว้ ผีถ้ำเป็นสื่ออย่างหนึ่ง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง ในพม่าเองก็กำลังเกิดการสร้างสำนึกทางชาติพันธุ์ไทใหญ่เช่นกัน

   1.5 ความต่อเนื่องและพลังทางสังคมและวัฒนธรรม

แม้ว่าการศึกษาเกี่ยวกับไทใหญ่จะมีไม่ มากนัก เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆแต่ปรากฏว่ามีเอกสารของอังกฤษ ที่เขียนในลักษณะชาติพันธุ์วรรณามากมาย ทั้งที่เป็นรายงานทางราชการ และบทความย่อยๆส่วนงานที่ถือว่าเป็นขุมความรู้มหาศาลและจัดไว้เป็นหมวดหมู่ อย่างดีก็คือ งานของ James Scott and John Hardiman ชื่อ Gazatteer of Upper Burma and the shan states หนังสือของ Leslie Milne ชื่อ Shan at Home ก็ถือเป็นงานชาติพันธุ์วรรณาเกี่ยวกับไทใหญ่ที่เมืองน้ำคำ ที่ครอบคลุมเรื่องราวด้านสังคมและวัฒนธรรมทุกด้าน ในการวิจัยเพื่อทำปริญญา B. Litt ของพัทยา สายหู ชื่อ The shan of Burma: An Ethnographic Survey ได้ใช้ข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือเล่มนี้ งานวิจัยของพัทยาเป็นงานของคนไทยเกี่ยวกับไทใหญ่ที่สำคัญ เพราะเขียนหลังจากงานของ Edmund Leach มีกี่ปี ได้อธิบายที่ต่อเนื่องและสถาบันทางสังคมไว้อย่างละเอียด ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการทำความเข้าใจถึงพลังทางสังคมและวัฒนธรรมของ ไทใหญ่ แต่น่าเสียดายที่งานนี้ถูกหลงลืมและมีผู้รู้จักน้อย

บริเวณที่ถือว่าเป็นอู่อารยะธรรมของไทใหญ่คือลุ่มน้ำเมา นี้ ในช่วงเวลาประมาณปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2491) มีงานวิจัยสนามทางมานุษยวิทยาที่มีอิทธิพลอย่างมากทั้งในแง่ทฤษฎีและเนื้อหา คือ งานของ Edmund Leach ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสังคม และงานของ T’ien Ju-K’ang ซึ่งศึกษาหมู่บ้านไทใหญ่ที่เมืองขอน หลังจากนั้นก็มีงานวิจัยสนามอีก จนกระทั่งนักมานุษยวิทยาชาวจีนชื่อ Leshan Tan เข้าไปศึกษาหมู่บ้านแถบใต้คงในช่วงปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) หลังจากที่เคยอยู่หมู่บ้านขณะเป็นนักศึกษาในโครงการส่งนักศึกษาออกชนบทช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ในระหว่างนั้น นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันหันมาศึกษาชาวไทใหญ่ที่แม่ฮ่องสอนแทน เช่น Nicola tannenbaum Nancy Eberhardt และ E. Paul Durrenberger เป็นต้น

สำหรับนักวิชาการไทยเองนั้น ในช่วงแรกๆ ส่วนใหญ่จะเป็นรายงานการเดินทาง หรือข้อมูลทางชาติพันธุ์ เช่น งานของ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (สามสิบชาติพันธุ์ในเชียงราย, ) และ บรรจบ พันธุเมธา (กาเลม่านไต) ในส่วนการทำวิจัยภาคสนามในชุมชนไทใหญ่ในภาคเหนือ เพิ่งจะเริ่มลงมือทำ ดังจะเห็นได้จากงานของ ฉลาดชาย รมิตานนท์ และคณะ ที่เข้าไปศึกษาในหมู่บ้านไทใหญ่ที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงปี พ.ศ.2533 – 2534 และในปี พ.ศ. 2542 มีงานเขียนเชิงวิจัยของ สมพงษ์ วิทยศักดิ์พันธุ์ ที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยใหญ่ ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และรอบด้าน แต่อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่า การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมไทใหญ่ในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากเอกสารของอังกฤษ งานทางชาติพันธุ์วรรณาและงานวิจัยสนามประกอบ เพื่อจะได้เข้าใจความต่อเนื่องและพลังในการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทใหญ่

งานวิจัยสนามช่วยให้มองเห็นประเด็นเกี่ยวกับความต่อเนื่องและพลังทางสังคมได้ชัดเจน ดังเช่นของงานของ T’ien Ju-K’ang ได้อธิบายว่า ชาวไทใหญ่แถบเมืองขอนสนใจการจัดงานบุญต่างๆ มาก เพราะสามารถทำให้มีเกียรติและอำนาจในชุมชน ขณะเดียวกันก็ชี้ว่า ความผูกพันทางสังคมมีมากในกลุ่มคนที่อยู่ในวัยเดียวกัน ซึ่งเห็นได้จากการร่วมแรงกันอย่างแข็งขัน ของกลุ่มหนุ่มสาวในการจัดงานบุญและแข่งขันกันเองในระหว่างคนวัยต่างรุ่นกัน Leshan Tan ก็พบว่า ชาวไทใหญ่แถบนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการมีอำนาจและเกียรติยศ แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีงานบุญแล้วก็ตาม ดังนั้น จึงมีการแข่งขันกันแสวงหาอำนาจและเกียรติยศ ซึ่งสามารถทำได้โดยพยายามรักษาผลประโยชน์ของชุมชน โดยเฉพาะในความขัดแย้งของชุมชนอื่น ในสถานการณ์ดังกล่าวคนที่มีสถานภาพทางสังคมต่ำจะแสดงออกอย่างแข็งขัน การรักษาผลประโยชน์ของชุมชนยังรวมถึง การรักษาความลับของหมู่บ้าน และไม่หักหลังสมาชิกในชุมชน แม้ว่าจะเป็นคู่แข่งหรือคู่อาฆาตกันก็ตาม ข้อน่าสังเกต คือ การแข่งขันนั้นจะเกิดขึ้นในระหว่างคนรุ่นเดียวกันมากกว่าคนต่างรุ่นกัน อย่างไรก็ตามมีตระกูลหนึ่งที่ผูกขาดอำนาจเป็นแก่บ้านมาตลอด โดยสืบทอดผ่านตระกูลทางพ่อ

การศึกษาไทใหญ่ที่แม่ฮ่องสอนก็ยังคงเน้นที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับอำนาจ แต่หันมามองระบบความเชื่อในจักรวาลวิทยาและศาสนาพุทธมากขึ้น Tannenbaum เห็นว่าอำนาจในความคิดของชาวไทใหญ่ เกี่ยวพันกับการปกป้องมากกว่าการช่วยให้เกิดผลดี เช่น ป้องกันภัยจากเคราะห์ หรืออยู่ยงคงกระพัน ความรู้เกี่ยวกับจักรวาลก็แสดงอำนาจ คำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ เพราะอธิบายจักรวาล แต่ความรู้เป็นอันตราย ดังนั้น คนต้องมีอำนาจระดับหนึ่งจึงจะแสวงหาความรู้ได้ อำนาจของภูมิปัญญานี้เป็นพลังที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่องในสังคมไทใหญ่ โดยผ่านกลุ่มที่เรียกว่าครูหมอ ซึ่งชาวไทใหญ่ที่แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้สานต่อเพื่อสร้างสำนึกทางชาติพันธุ์ ดังจะเห็นได้จากการจัดพิธีไหว้ครูหมดไต เป็นศูนย์รวมชาวไทใหญ่ในประเทศไทย

สำหรับการศึกษาโครงสร้างสังคม เช่น ระบบเจ้าฟ้า ระบบเครือญาติ และการถือครองที่ดิน มีเพียงประปรายเท่านั้น กล่าวคือ ยังไม่มีการวิเคราะห์เจาะลึกเช่นเรื่องของอำนาจ และที่สำคัญยังไม่มีความพยายามในการเชื่อมโยงสถาบันทางสังคม และระบบความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปในบริบทที่แตกต่างกัน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมไทใหญ่ยังเปิดกว้างอยู่ สำหรับการศึกษาเปรียบเทียบพัฒนาการและความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มคนที่พูด ภาษาไท ซึ่งต้องอาศัยความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาที่ผ่านมา แต่ที่สำคัญควรจะต้องศึกษาทบทวนความคิดจากเอกสารบันทึกข้อมูลด้านชาติพันธุ์วรรณาต่างๆ ของนักวิชาการเมืองนอก เช่น เอกสารจากจีน เอกสารจากอังกฤษ และไทยอย่างจริงจัง และหากเป็นไปได้ เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองในพม่าเอื้ออำนวย ก็ควรมีการศึกษาภาคสนามมากยิ่งขึ้น ในขณะนี้อาจจะเข้าไปศึกษาภาคสนามในเขตใต้คงของแคว้นยูนานก่อนก็ได้ ซึ่งน่าจะทำได้โดยผ่านการศึกษาร่วมกันกับนักวิชาการในจีน แต่ที่ผ่านมายังคงมีเพียงการเดินทางผ่านไปของนักวิชาการไทยระยะสั้นๆ เท่านั้น

   1.6 ถิ่นที่อยู่ปัจจุบันของชาวไทใหญ่

ปัจจุบันชาวไทใหญ่มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศต่างๆ หลายประเทศ ได้แก่ ประเทศพม่า ชาวไทใหญ่อาศัยอยู่ในเขตรัฐไทใหญ่ (รัฐฉานหรือรัฐชาน Shan State) ในภาคเหนือของประเทศพม่า มีเมืองต่างๆ ที่เป็นเมืองของชาวไทใหญ่มาแต่โบราณ ได้แก่ เมืองแสนหวี สีป้อ น้ำคำ หมู่เจ เมืองนาย เมืองปั่น เมืองยองห้วย เมืองต่องจี เมืองกาเล เมืองยาง เมืองมีด และเมืองอื่นๆ อีกมากมาย ในประเทศจีนมีชาวไทใหญ่จำนวนมากอาศัยอยู่ในเขตภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนาน ได้แก่ เมืองมาว เมืองวัน เมืองหล้า เมืองตี เมืองขอน เจฝาง เมืองแลง เมืองฮึม เมืองยาง เมืองกึ๋งม้า เมืองติ่ง เมืองแข็งหรือเมืองแสง เมืองบ่อ หรือ เมืองเชียง หรือเมืองเชียงกู่ เมืองเมือง เป็นต้น

ประเทศไทยมีชาวไทใหญ่อาศัยอยู่มากในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย และเชียงใหม่ มาตั้งแต่สมัยอดีต ปรากฏหลักฐานย้อนหลังไปไม่ต่ำกว่า 500 ปี บางส่วนของจังหวัดพะเยา ลำปาง ลำพูน น่าน และแพร่ นอกจากนี้ ยังมีชาวไทใหญ่อพยพเข้ามาทำมาหากินในเขตภาคเหนือตอนบน ส่วนใหญ่เพิ่งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานได้ไม่มากนัก

ประเทศอินเดีย ในรัฐอัสสัม มีชาวไทใหญ่ที่อพยพจากประเทศพม่าเข้าไปตั้งรกรากทำมาหากินเป็นระยะเวลามากกว่า 600 ปีขึ้นไป และประเทศลาว ในภาคเหนือก็มีชาวไทใหญ่ที่เรียกตนเองว่าไทใหญ่เหนืออาศัยอยู่จำนวนหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าปัจจุบันชาวไทใหญ่มีถิ่นที่อยู่อาศัยกระจายเป็นอาณาบริเวณกว้างขวางตั้งแต่บริเวณรัฐอัสสัมของอินเดียทางตอนเหนือของ พม่า ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ทางเหนือของประเทศใทยและประเทศลาว เขตนี้อาจถือได้ว่าเป็นเขตตะเข็บชายแดนของอำนาจรัฐหรืออาณาจักรใหญ่มาแต่ เดิม ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรปยู อาณาจักรจีน อาณาจักรเวียดนาม อาณาจักรมอญ และแม้ในปัจจุบันก็ยังถือได้ว่าเป็นเมืองชายขอบชายแดนของอินเดีย พม่า ไทย จีน และ ลาว ด้วยเหตุที่ว่าเขตนี้เป็นพื้นที่เขตป่าใหญ่เขาสูง ทุ่งราบแคบและไม่มีทางออกทะเล

ชาวไทใหญ่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำตามหุบเขา แต่ละหุบเขามักจะตั้งชื่อเป็นชุมชนระดับหมู่บ้าน หากเป็นที่ราบในหุบเขาที่กว้างใหญ่ก็อาจมีชุมชนขนาดใหญ่ที่ก่อตั้งเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชาวไทใหญ่เรียกว่า ม่าน หรือ ว่าน ( บ้าน ) มีขนาดตั้งแต่ 20 หลังคาเรือน และมีขนาดใหญ่จนถึงขนาด 700 – 1,000 หลังคาเรือน เมืองมักจะตั้งอยู่ในบริเวณที่มีหมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้านอยู่ใกล้ เคียงกันและด้านหลังของเมืองมักจะเป็นเชิงเขาหันหน้าเข้าสู่ทุ่งนา ชีวิตของไทใหญ่ ใหญ่ผูกพันอยู่กับทุ่งนา ปลูกข้าว ปลูกผัก ถั่ว ใบยาสูบ แตงโมและพืชล้มลุกอื่นๆ ชีวิตถูกกำหนดด้วยฤดูกาล ที่จะเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตการทำงาน การประกอบ พิธีกรรม และประเพณีทางศาสนาต่างๆ ตลอดปี เมืองไทใหญ่ใหญ่ตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น แต่ละเมืองมักจะมีต้นไม้เสื้อเมือง อันเป็นต้นไม้ใหญ่ประจำเมือง อาจอยู่ห่างเมืองออกไป แต่ไม่ไกลนัก ทุกปีจะมีการไหว้เสื้อเมืองโดยมีเจ้าฟ้าขุนนางอำมาตย์ต่างๆ และ ปู่กั้ง ปู่เหง ปู่สึ่ง และปู่กาบ ของทุกเขตทุกกั้งและทุกหมู่บ้านมาร่วมพิธีหมู่บ้าน ทุกแห่งจะมีเสื้อบ้านและหอเสื้อบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านทุกคนมาประกอบพิธีกรรม เพื่อความเป็นสิริมงคลของหมู่บ้าน และเพื่อความอยู่ดีกินดี พืชพันธุ์เจริญงอกงาม วัวควาย สัตว์เลี้ยงทั้งหลายเติบโต ปราศจากโรคภัย

จากสภาพทางภูมิศาสตร์ ถิ่นที่อยู่ และความเชื่อประเพณี พิธีกรรมที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนา และความเชื่อเรื่องผีสางนางฟ้า ทำให้ชีวิตของชาวไทใหญ่ดูไม่แตกต่างจากชาวไทลื้อ (ไทใหญ่ลื้อ) ไทคำตี่ (ไทใหญ่คำตี่) ไทดำ (ไทใหญ่ดำ) ไทขาว (ไทใหญ่ขาว) และไทใหญ่กลุ่มอื่นๆ มากนัก ภูเขาสูง แม่น้ำกว้างใหญ่ เช่น แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำโขง อันเป็นแม่น้ำใหญ่สามสายในเขตชุมชนชาวไทใหญ่ไม่ได้เป็นเครื่องกีดขวางการติดต่อไปมาหาสู่กันระหว่างชาวไท ใหญ่ใหญ่และชาวไทใหญ่กลุ่มอื่น ขณะเดียวกันชาวไทใหญ่ก็ติดต่อกับกลุ่มชาติพันธ์กลุ่มอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันและในดินแดนที่ห่างออกไปด้วย ในเขตภูเขาสูงมักมีชนเผ่า คะฉิ่นที่ชาวไทใหญ่เรียกว่า “ขาง” อาศัยอยู่ในพื้นที่ระดับที่ไม่สูงมากนัก มีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น อาซาง เต๋ออ๋าง และปะหล่อง ที่ชาวไทใหญ่เรียกว่า ไทใหญ่สา และ ไทใหญ่ดอย (ออกเสียงว่า ชาวไทใหญ่ลอย หรือ ชาวไทใหญ่หลอย) นอกจากนี้ ยังมีชาวจีนฮั่นหรือชาวจีนที่อพยพมาอยู่ตามเชิงเขาทำไร่ทำนาภูเขา ชาวฮั่นกลุ่มนี้ไม่กล้าอาศัยอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มหรือในทุ่งนาเหมือนชาวไทใหญ่ สำหรับคนฮั่นแล้วถือว่าเป็นเขตไข้ป่ามาลาเรียที่รุนแรง มากแม้การเดินผ่านทุ่งนากลางวัน ก็ยังนับว่าเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ถึงชีวิตเลยทีเดียว ฉะนั้นในเขตนี้ ชาวฮั่นส่วนมากจึงอาศัยอยู่แต่ในเขตภูเขาเท่านั้น หลังการปฏิวัติในประเทศจีน เริ่มมีชาวคะฉิ่นอพยพลงมาอยู่ในที่ราบและทำนากัน มากขึ้น

ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ชาวไทใหญ่มีการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มากมาย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในเชิงของการเป็นผู้ให้ และในขณะเดียวกัน ก็เป็นผู้รับด้วย วัฒนธรรมไทใหญ่แม้จะดูเหมือนว่าเป็นวัฒนธรรมของคนในหุบเขาห่างไกล ดูเหมือนว่าอยู่กันโดดเดี่ยว แต่แท้จริงแล้ว ได้ติดต่อสัมพันธ์กับชนต่างกลุ่มมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นชนกลุ่มใหญ่กลุ่มน้อยที่มีอำนาจรัฐ ก่อร่างสร้างเป็นอาณาจักร เช่น ปยู (ผิ่ว หรือ เผี่ยว) พม่า (ไทใหญ่ใหญ่เรียกพม่าว่า ม่าน ) ป่าย หยี ฮั่น (ชาวไทใหญ่เรียกชาวจีนฮั่นว่า เข่หรือแข่) และการรับเอาวัฒนธรรมอินเดียและจีนผ่านอาณาจักรใหญ่ ตลอดจนการติดต่อสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในรูปของการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าเครื่องใช้จำเป็นอาหารการ กินและอื่นๆ เป็นต้น กลุ่มไทใหญ่นับเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากเป็นที่สองรอง จากชาวพม่าเขตบริเวณที่อยู่อาศัยได้แก่ที่ราบสูงฉาน ( Shan Plateau) จากหลักฐานต่างๆ ที่นักประวัติศาสตร์ได้พบค้นพบ เชื่อว่าชาวไทใหญ่อพยพมาจากบริเวณ ตอนใต้ของประเทศจีนในปัจจุบันเมื่อประมาณศตวรรณที่ 7 โดยบางกลุ่มก็อาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบร่วมกับชาวพม่าและ ชาวมอญ ในขณะที่บางพวกแยกตัวขึ้นไปอยู่ในบริเวณที่ราบสูงและได้แบ่งแยกดินแดนออกเป็น 33 แคว้น แต่ละแคว้นมี เจ้าฟ้า ( Sawbwa ) ปกครองโดยการสืบสันตติวงศ์ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐฉานกับราชสำนักพม่าเป็นไปอย่างหลวมๆ บางยุคสมัย อาณาจักรไทใหญ่ก็จะแยกตัวเป็นอิสระ แต่ในบางยุค เมื่อพม่ามีความเข้มแข็งก็จะผนวกรัฐฉานเข้ามาอยู่ในอำนาจ แต่ราชสำนักก็จะปล่อยให้บรรดาเจ้าฟ้าปกครองแว่นแคว้นของตนเอง และจะส่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาประจำราชสำนักของรัฐฉาน เพื่อทำหน้าที่ที่ปรึกษา พร้อมกับการส่งนายพล ซึ่งควบคุมกองทัพทหารพม่าจำนวนหนึ่งมาประจำการที่เมืองนาย (Mongnai) เพื่อทำหน้าที่ดูแลควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อย และคอยปราบปรามเจ้าฟ้าที่ยัง ท้าทายอำนาจ

   1.7 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับคนไทใหญ่

ความสัมพันธ์ชั้นเจ้าระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับคนไทใหญ่ ที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน คือ ต่างเล็งขับไล่พม่า ผู้เรียบเรียงนำมาจากบทความของ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ซึ่งได้เขียนลงในวารสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2548 ดังนี้

ในช่วงการสู้รบครั้งใหญ่บริเวณชายแดนไทย-รัฐฉาน เมื่อเดือนเมษายน 2548 ที่ผ่านมา ระหว่างกองกำลังว้าแดง (UWSA-United Wa State Army) -กองพล 171 ของเหว่ยเซียะกังที่มีเป้าหมายขึ้นยึดพื้นที่ดอยไตแลงของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ (SSA-Shan State Army) ภายใต้การนำของพันเอกเจ้ายอดศึก

ระหว่างช่วงสงครามครั้งนี้ สื่อมวลชนไทยและสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งทั้งเอพี รอยเตอร์ บีบีซี ได้มีโอกาสขึ้นไปยอดดอยไตแลง ที่ตั้งของกองบัญชาการสูงสุดกองทัพ SSA และได้เข้าไปจนถึง “หน้าศึก” หรือ “จุดสู้รบ” บริเวณฐานป่าไม้ และฐานเนินกองคา ซึ่งไม่กี่วันก่อนคือสนามรบอันดุเดือด มีทหารว้าแดงขึ้นมาตายนับร้อยศพ และทางว้าแดงกับพม่าเพิ่งใช้ปืน ค. 120 ปืน ค. 81 ปืน ค. 82 ยิงถล่ม บางวันมากกว่า 3,000 ลูก ร้อยเอกจายกอน ซึ่งรับผิดชอบควบคุมดูแลฐานป่าไม้เล่าให้ฟังว่า ลูกปืนใหญ่ตกทั่วไปหมด พอทหารไทใหญ่ได้ยินเสียงปล่อยลูกปืนก็วิ่งลงบังเกอร์ กลางคืนถึงค่อยเงียบลง รุ่งเช้าพอแสงสว่างพ้นขอบฟ้าก็เริ่มยิงกันใหม่

การรบยืดเยื้ออยู่เป็นเดือน ร้อยเอกจายกอนยังยืนยันด้วยความมั่นใจ “เป็นไปไม่ได้ที่ดอยไตแลงจะแตก ไม่มีทางที่เขาจะยึดได้ เพราะเราเป็นคนรักชาติ เราต้องป้องกัน” ถามว่าสิ่งใดเล่าที่ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้ทหารไทใหญ่ สามารถต่อสู้อย่างอดทนเข้มแข็ง และตรากตรำมาได้ยาวนานหลายสิบปีอย่างนี้ ร้อยเอกจายกอนยิ้มสดใส หยิบเหรียญทองแดงรมดำให้ดูและบอกว่า ขุนศึกต้องมีพระดี แต่ “ของดี” สำคัญที่สุดที่คุ้มครองทหารไทใหญ่ให้มั่นใจและปลอดภัยกันทั่วทุกคนก็คือ “เหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯ”

นักรบไทใหญ่ มีเหรียญทองแดงรมดำภาพสมเด็จพระนเรศวรมหาราชห้อยคอกันทุกคน เหรียญรุ่นใหม่นี้สร้างจำลองจากเหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯ รุ่นแรกที่ทำขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครั้งที่ความสัมพันธ์ไทย-ไทใหญ่ยังแน่นแฟ้น และกองทัพไทใหญ่ยังถูกใช้เป็นรัฐกันชน และทำหน้าที่ช่วยทางการไทยปราบคอมมิวนิสต์

              1.7.1  สมเด็จพระนเรศวรฯ ในประวัติศาสตร์ไทใหญ่

   สำหรับคนไทยสยามยุคปัจจุบัน เมื่อได้เห็นภาพการบวงสรวงบูชาไหว้ศาลสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่ฐานเนินกองคาของทหารไทใหญ่ และได้เห็นหนุ่มน้อยทหารไทใหญ่ต่างมีเหรียญทองแดงรมดำรูปสมเด็จพระนเรศวรฯ แขวนเชือกป่านห้อยคอเป็น “ของขลัง” ประจำตัวนั้น ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจยิ่ง ว่าเหตุใดชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะทหารไทใหญ่ จึงได้เคารพนับถือสมเด็จพระนเรศวรฯ บุรพกษัตริย์นักรบอย่างหนักแน่นมั่นคงเช่นนี้ ทั้งที่สมเด็จพระนเรศวรฯ เป็นกษัตริย์ไทยและเสด็จสวรรคตล่วงผ่านไปแล้วถึง 400 ปี

  พันเอกเจ้ายอดศึกผู้นำกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ยุคปัจจุบัน ตอบคำถามสั้นๆ ถึงที่มาทางประวัติศาสตร์อันทำให้ทหารไทใหญ่นับถือสมเด็จพระนเรศวรฯ อย่างที่สุดว่า “พระนเรศวรฯ กับเจ้าคำก่ายน้อยเจ้าฟ้าของไทใหญ่ ท่านเป็นเพื่อนกัน มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน คือต้องการรบพม่า ต้องการขับไล่พม่าออกจากแผ่นดินไทยและแผ่นดินไทใหญ่ คนไทใหญ่ถือว่าถ้าพระนเรศวรฯ ยังอยู่ ไทใหญ่จะไม่ลำบากอย่างนี้ เพราะท่านมีนโยบายปราบพม่าให้หมดสิ้น คนไทใหญ่ทุกคนรู้เรื่องนี้ ผมศึกษาประวัติศาสตร์ ได้รู้ และเชื่อถือมาก ทหารไทใหญ่ทุกคนเชื่อเพราะรู้ประวัติศาสตร์ ผมอธิบายให้ฟังทุกคน”

“เจ้าคำก่ายน้อย” ที่พันเอกเจ้ายอดศึกกล่าวถึง คือเจ้าฟ้าวีรบุรุษคนหนึ่งของชาวไทใหญ่ ผู้เป็นสหายร่วมรบมากับสมเด็จพระนเรศวรฯ มีปรากฏในประวัติศาสตร์ที่คนไทใหญ่รับรู้มายาวนาน

ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับชนกลุ่มน้อย ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะกับมอญ กะเหรี่ยง ไทใหญ่นั้น มีความแนบแน่นลึกซึ้ง มอญ กะเหรี่ยง ไทใหญ่ คือ “ชาวด่าน” ที่คอยป้องกันขอบขัณฑสีมาจากการรุกรานของพม่า หลักฐานทางไทใหญ่กล่าวย้ำถึงสัมพันธภาพแน่นแฟ้นนี้ว่า จนแม้ไทใหญ่ที่ถูกกุมตัวเป็นเชลยอยู่กลางเมืองพม่าเอง ก็พร้อมจะแข็งขืนไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจพม่า แต่มาฝักฝ่ายอยู่กับฝ่ายไทยซึ่งเป็นเชื้อชาติเดียวกัน ดังที่ “เคอแสน” นักประวัติศาสตร์ชาวไทใหญ่บันทึกไว้ในบทความ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเจ้าคำก่ายน้อยแห่งไทใหญ่” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนสิงหาคม 2545 ว่า ครั้งที่กษัตริย์บุเรงนองยกทัพเข้ามาตีเมืองไทย ลาว เชียงใหม่ เชียงห่ม ในปี พ.ศ. 2108 นั้น

“เจ้าฟ้าไทใหญ่และทหารไทใหญ่ที่ถูกจับเป็นเชลยอยู่ในเมืองหงสาวดีนั้นถือโอกาสจุดไฟเผาหอ, วังในเมืองหงสาวดีเสียหาย จนกระทั่งพวกอำมาตย์ของพม่าต้องหนีไปอยู่ที่ “เมืองทละ” การเผาหอ, วัง ในครั้งนี้เจ้าฟ้าไตย (ไทใหญ่) ให้เหตุผลว่า เพราะพม่าทำการรุกรานนำทัพเข้าตีเมืองพี่เมืองน้องของไตย หลังจากบุเรงนองทราบข่าวจึงรีบยกทัพกลับเมืองหงสาวดีทันที และจับเจ้าฟ้าไตยและคนไตยหมื่นกว่าคนทำการเผาทั้งเป็นที่ “เมืองหงสาวดี” และ “เคอแสน” ยังกล่าวไว้อีกด้วยว่า สมเด็จพระนเรศวรฯ คือบุรพกษัตริย์ที่รวบรวมก่อตั้งอาณาจักรไทใหญ่ โดยที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงปรึกษากับเจ้าคำก่ายน้อย เจ้าฟ้าไทใหญ่ เพื่อจะสร้างกองทัพราชอาณาจักรไทย-ไทใหญ่ ให้เข้มแข็งถาวรต่อไปในวันข้างหน้า โดยทางไทใหญ่นั้นเจ้าคำก่ายน้อยรับอาสาที่จะเจรจากับเจ้าฟ้าไทใหญ่ทุกเมือง

ในปี พ.ศ. 2143 สมเด็จพระนเรศวรฯ มีรับสั่งให้เจ้าคำก่ายน้อยนำกำลังทหารส่วนหนึ่งเข้าไปเมืองปั่น เมืองนาย ยองห้วย ไปจนถึงภาคกลาง และเจ้าฟ้าไทใหญ่ทุกเมืองพร้อมกันจัดตั้งเป็นพระราชอาณาจักรขึ้น โดยมีสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงเป็นผู้นำ ส่วนช่วงที่สมเด็จพระนเรศวรฯ เสด็จขึ้นไปสวรรคตที่เมืองหางหลวง ในแผ่นดินรัฐฉาน ประวัติศาสตร์ไทใหญ่ระบุว่า ในครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ทรงยกทัพขึ้นไปช่วยเจ้าคำก่ายน้อย ที่กำลังทำศึกกับทหารจีนและทหารพม่าซึ่งรุกรานเมืองไทใหญ่ แต่สมเด็จพระนเรศวรฯ สวรรคตเสียก่อน เจ้าคำก่ายน้อยจึงสู้รบต่อไปเพียงลำพัง และสิ้นพระชนม์กลางสนามรบที่เมืองแสนหวี ในปี พ.ศ. 2148 หลังการสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ ไม่นานนัก

              1.7.2 สมเด็จพระนเรศวรฯ กับไทใหญ่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไทย

ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างชนกลุ่มน้อยกับทางฝ่ายไทย จนไทใหญ่ต้องสังเวยชีวิตไปหมื่นกว่าศพนี้ ยังมีเรื่องราวต่อเนื่องมาอีก ในช่วงที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงทำสงครามประกาศอิสรภาพจากการยึดครองของพม่า ครั้งนั้นทหารไทใหญ่ได้เป็นกำลังพลสำคัญ เป็นเพื่อนตายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มากับทหารไทย ต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติไทย กอบกู้เรียกคืนแผ่นดินจากการยึดครองของพม่า ดังมีหลักฐานทางฝ่ายไทย ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม กล่าวถึงในสมัยที่ไทยยังเป็นเมืองขึ้นของพม่า กษัตริย์พม่าเห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้น “ประกอบไปด้วยปัญญาหลักแหลมลึกซึ้ง ทั้งการสงครามก็องอาจกล้าหาญ นานไปเห็นจะเป็นเสี้ยนศัตรูต่อเมืองหงสาวดีเป็นมั่นคง” พระเจ้าหงสาวดีจึงอ้างว่ากรุงอังวะเป็นกบฏขอให้สมเด็จพระนเรศวรฯ ยกทัพไปช่วยพม่าปราบกบฏ แต่ขณะเดียวกันก็ลอบส่งแม่ทัพพม่าคือ “นันทสุ” กับ “ราชสังคราม” เข้ามากวาดต้อนผู้คนจากเมืองกำแพงเพชรไปเป็นกำลังทัพ เพื่อตัดกำลังสมเด็จพระนเรศวรฯ ทั้งยังวางแผนลอบสังหารสมเด็จพระนเรศวรฯ อย่างแยบยล

ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เองที่ระบุไว้ชัดเจนว่า คนไทใหญ่ที่ถูกนันทสุกับราชสังครามกวาดต้อนครัวไปเป็นกำลังฝ่ายพม่านั้น ไม่ยอมสยบและสู้รบแข็งขืนเต็มสามารถ ดังที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม หน้า 151-152 ว่า “ขณะนั้นพระยากำแพงเพชรส่งข่าวไปถวายว่า ไทใหญ่เวียงเสือ เสือต้าน เกียกกาย ขุนปลัด มังทราง มังนิ่ววายลองกับนายม้าทั้งปวงอันอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร พาครัวอพยพหนี พม่ามอญตามไปทัน ได้รบพุ่งกันตำบลหนองปลิงเป็นสามารถ พม่ามอญแตกแก่ไทใหญ่ทั้งปวงๆ ยกไปทางเมืองพระพิษณุโลก สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทราบดังนั้น ก็ให้ม้าเร็วไปบอกแก่หลวงโกษา และลูกขุนอันอยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกว่าซึ่งไทใหญ่หนีมานั้นเกลือกจะไปเมืองอื่นให้แต่งออก (อายัด) ด่านเพชรบูรณ์ เมืองนครไทย ชาตระการ แสเซาให้มั่นคงไว้ อย่าให้ไทใหญ่ออกไปรอด หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงทราบดังนั้น ก็แต่งออกไปกำชับด่านทางทั้งปวงตามรับสั่ง ฝ่ายไทใหญ่ก็พาครอบครัวตรงเข้ามาเมืองพระพิษณุโลก หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงก็รับพิทักษ์รักษาไว้ นันทสุกับราชสังครามมีหนังสือมาให้ส่งไทใหญ่ หลวงโกษา และลูกขุนผู้อยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกก็มิได้ส่ง”

และเมื่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ทราบข่าวเรื่องกษัตริย์พม่าใช้แผนลวงพระองค์เรียกให้ยกทัพมาปราบกบฏเพื่อลอบสังหาร สมเด็จพระนเรศวรฯ เจ้าก็ได้ทรง “ตรัสแก่มุขมาตยาโยธาทั้งปวงว่า เราหาความผิดมิได้ ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดร้ายแก่เราก่อนนั้น อันแผ่นดินพระมหานครศรีอยุธยากับแผ่นดินหงสาวดี ขาดจากทางพระราชไมตรีกัน เพราะเป็นอกุศลกรรมนิยมสำหรับที่จะให้สมณพราหมณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน แล้วพระหัตถ์ก็ทรงพระสุวรรณภิงคารหลั่งอุทกธาราลงเหนือพื้นพสุธาดล จึ่งออกพระโอษฐ์ ตรัสประกาศแก่เทพยเจ้าทั้งหลายอันมีมหิทธิฤทธิ์และทิพจักขุทิพโสต ซึ่งสถิตอยู่ทุกทิศานุทิศจงเป็นทิพพยาน ด้วยพระเจ้าหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่โดยคลองสุจริตมิตรภาพขัตติยประเพณีเสียสามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริตคิดจะทำภยันตรายแก่เรา ตั้งแต่วันนี้ไป กรุงพระมหานครศรีอยุธยากับเมืองหงสาวดีมิได้เป็นสุวรรณปัถพีเดียวกันดุจหนึ่งแต่ก่อน ขาดจากกันแต่วันนี้ไปตราบเท่ากัลปาวสาน

ส่วนทหารและประชาชนไทใหญ่ที่เข้ามาอยู่ในอารักขาของทางไทยนั้น ทางพม่าได้ขอให้ส่งกลับไป ซึ่งบรรพชนทหารไทยคือหลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงผู้อยู่รักษาเมืองนั้น

“ก็นำบรรดานายไทใหญ่เข้าเฝ้า จึ่งบังคมทูลว่า มีหนังสือนันทสุ ราชสังคราม ซึ่งมาตั้งอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร มาให้ส่งไทใหญ่และครัวซึ่งหนีมาอยู่ ณ เมืองพระพิษณุโลก ข้าพเจ้าตอบไปว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จอยู่ ซึ่งจะส่งไปนั้นยังมิได้ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทราบดังนั้นก็ตรัสให้มีหนังสือตอบไปว่าธรรมดาพระมหากษัตราธิราชผู้ดำรงทศพิธราชธรรมนั้น อุปมาดังร่มพระมหาโพธิ์อันใหญ่ และมีผู้มาพึ่งพระราชสมภาร หวังจะให้พ้นจากภัยอันตรายต่างๆ ซึ่งนันทสุกับราชสังครามจะให้ส่งไทใหญ่ไปนั้น ไม่ควรด้วยคลองขัตติยราชประเพณีธรรม

พระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนเรศวรฯ ต่อประชาชนไทใหญ่เช่นนี้เองที่ยังจารึกอยู่ในจิตใจของทหารไทใหญ่ ทำให้ทหาร SSA เคารพบูชาสมเด็จพระนเรศวรฯ ในฐานะประดุจศูนย์รวมแห่งความเชื่อ ความศรัทธาในความกล้าหาญและพระเมตตาธรรมของพระองค์มาถึงปัจจุบัน

               1.7.3 สมเด็จพระนเรศวรฯ กับกองทัพกู้ชาติ หนุ่มศึกหาญ

ด้วยพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันมาระหว่างไทยสยาม-ไทใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2501 เมื่อกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่กลุ่มแรกคือ “หนุ่มศึกหาญ” ภายใต้การนำของ “เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะ” ได้ก่อตั้งขึ้นที่รัฐฉานใต้ บทบาทความสำคัญของกษัตริย์นักรบ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ต่อกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ก็หยั่งรากลงอย่างมั่นคงมานับแต่บัดนั้น

วันดี สันติวุฒิเมธี ศึกษาไว้ในวิทยานิพนธ์ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2545 หัวข้อ “กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวไทใหญ่ชายแดนไทย-พม่า กรณีศึกษา : หมู่บ้านเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่” เกี่ยวกับการสถาปนาความเชื่อมั่นนับถือที่ทหารไทใหญ่มีต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชว่า

“หลังจากเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะเข้ามาตั้งกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ประมาณปี พ.ศ. 2501 เจ้าน้อยได้ติดต่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้นเพื่อขอความช่วยเหลือทางการทหารและความจำเป็นด้านอื่นๆ จากรัฐไทย แลกกับข่าวจากประเทศพม่าและเป็นแนวกันชนให้รัฐไทยในการป้องกันภัยคุกคามจากประเทศพม่า ในช่วงเวลานั้นจอมพลสฤษดิ์ได้ตอบรับให้ความช่วยเหลือเจ้าน้อยเป็นอย่างดี ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาภัยคอมมิวนิสต์รอบด้าน และหากพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่าในเวลานั้นจะพบว่ายังไม่แน่นแฟ้นหรือยังไม่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ตรงกันข้ามภาพของพม่ากลับถูกปูพื้นและตอกย้ำภาพของ ‘ศัตรู’ ผู้รุกรานอธิปไตยของชาติไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ขณะที่ภาพความสัมพันธ์กับชาวไทใหญ่เริ่มถูกปูพื้นภาพของ ‘มิตร’ หรือผู้มีบรรพบุรุษร่วมกันมา…และเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทใหญ่-ไทยน้อยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จอมพลสฤษดิ์จึงมองหาวีรบุรุษที่จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทใหญ่-ไทยน้อยขึ้นมา และด้วยความประจวบเหมาะทางด้านเนื้อหาในตัวพระนเรศวรฯ ซึ่งเคยมีประวัติการรบชนะพม่าและเคยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชาวไทใหญ่มาก่อน ประกอบกับรัฐไทยในเวลานั้นกำลังเลือกท่านขึ้นมาเป็น ‘วีรบุรุษผู้ปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทย’ พอดี เห็นได้จากก่อนหน้าเจ้าน้อยจะเข้ามาขอความช่วยเหลือประมาณ 2 ปี รัฐไทยเพิ่งเริ่มก่อตั้งอนุสาวรีย์พระนเรศวรฯ แห่งแรกที่อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2499 โดยกลุ่มผู้ผลักดันให้มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์พระนเรศวรฯ ดังกล่าวคือกองทัพบก ซึ่งขณะนั้นมีจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้บัญชาการสูงสุด…”

ความเชื่อเรื่อง “สมเด็จพระนเรศวรฯ” ซึ่งเป็น “วีรบุรุษ” นักรบของทั้งไทใหญ่-ไทยน้อย ได้รับการสืบทอดอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อจอมพลสฤษดิ์กับเจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะได้ร่วมกันสร้างเหรียญบูชารูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้นมา 1,000 เหรียญ ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปสมเด็จพระนเรศวรฯ หันข้างซ้าย เห็นเฉพาะพระพักตร์ด้านข้าง และมีพระนามสมเด็จพระนเรศวรฯ เป็นตัวอักษรไทใหญ่อยู่ทั้งด้านหน้าด้านหลัง ปัจจุบันเหรียญรุ่นแรกนี้ ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์หายาก เพราะสร้างมา 47 ปี มีจำนวนน้อย ผู้ครอบครองมีแต่นักรบกู้ชาติไทใหญ่รุ่นแรกเท่านั้น

นอกจากเหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่สร้างขึ้นร่วมกันระหว่างไทยสยามและไทใหญ่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่ม “หนุ่มศึกหาญ” แล้ว “ความเชื่อ” ในบารมีศักดิ์สิทธิ์ของสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่จะคุ้มครองนักรบกู้ชาติไทใหญ่ ยังรองรับอยู่ด้วยรูปธรรมของเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรฯ1 ที่เมืองหาง ชายแดนไทย-รัฐฉาน ซึ่งก่อนออกรบกับทหารพม่าแต่ละครั้ง เจ้าน้อยมักจะนำนายทหารไทใหญ่เดินทางไปสักการะเจดีย์องค์นี้ ผลปรากฏว่า ตั้งแต่การรบครั้งแรก และในการรบช่วงปีแรก ทหารไทใหญ่สามารถเอาชนะทหารพม่าได้ทุกครั้ง ทั้งๆ ที่มีกำลังพลและอาวุธน้อยกว่า

เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะผู้นำขบวนการหนุ่มศึกหาญ กล่าวอย่างมั่นใจว่า ชัยชนะของไทใหญ่ “เป็นด้วยบุญบารมีของพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงบันดาลให้พวกหนุ่มศึกหาญประสบความสำเร็จ”2

หมู่บ้านเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านคนไทใหญ่ชายแดนประชิดกับประเทศพม่าทางการไทยได้เข้ามาสนับสนุนให้คนไทใหญ่ตั้งศาลบูชาแห่งนี้

นอกจากนี้เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะยังกล่าวถึงประสบการณ์ที่แสดงว่าพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงคุ้มครองนักรบไทใหญ่ ซึ่งปราณี ศิริธร เล่าไว้ในหนังสือสารัตถคดีเหนือแคว้นแดนสยาม หน้า 239-240 ว่า “ในคืนนั้น เวลาประมาณ 02.00 น. กองทหารพม่าพร้อมด้วยอาวุธ และกำลังพล 200 คนเศษ ได้เคลื่อนกำลังอย่างเงียบเชียบที่สุด โดยการนำทางของสายลับ ที่สืบทราบอย่างแน่ชัดถึงหน่วยที่ตั้งกองกำลังหนุ่มศึกหาญ

เมื่อมาถึง นายทหารพม่าได้นำกำลังโอบล้อมไว้โดยรอบ พร้อมที่จะลั่นกระสุนสังหารหน่วยหนุ่มศึกหาญที่นอนหลับพักผ่อนอย่างสบาย โดยมิได้ระมัดระวังตัว แต่กลับปรากฏว่า ในบริเวณป่าแห่งนั้น มิใช่ป่าไม้หนาทึบตามที่สายลับรายงาน หากเป็นบริเวณอันกว้างขวาง มีป้อมค่ายทหาร ซึ่งสร้างด้วยไม้ไผ่แข็งแรง สามารถสกัดการบุกของข้าศึกจำนวนพัน ทั่วบริเวณแห่งนั้น มีขอนไม้สุมไฟกองเป็นระยะ มีทหารนับจำนวนเป็นร้อยๆ กำลังอยู่ในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ บ้างก็ยืนยามระมัดระวังตน บ้างก็นั่งผิงไฟยามหนาว มีกองช้าง กองม้าเรียงรายอยู่นอกค่าย ส่งเสียงร้องคำรณอยู่ไม่ขาดหาย ภายในค่ายก็ยังมีทหารคุยกันเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน

เมื่อมาประสบเหตุการณ์อย่างคาดไม่ถึงเช่นนี้ นายทหารพม่า ซึ่งส่งมาจากร่างกุ้ง เป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนถึงกับตะลึงงัน ไม่กล้าบุกเข้าโจมตี เพราะกำลังพลที่นำไป 200 กว่าคนน้อยกว่ามากนัก จึงต้องติดต่อรายงานไปยังผู้บังคับบัญชา โดยเข้าใจว่ากองทัพบกของไทยได้ส่งทหารไทยเข้ามาตั้งป้อมค่ายช่วยเหลือพวกกู้ชาติไตย (ไทใหญ่) ทำให้เกิดลังเลใจขึ้นไม่กล้าสั่งบุก ประกอบกับเสียงช้างม้า ส่งเสียงร้องขรมทั่วไปหมด คล้ายบอกสัญญาณอันตราย สายลับก็เต็มไปด้วยความแปลกใจ ในสิ่งที่ตรงข้ามที่ตนสืบทราบเมื่อสองวันก่อน ไม่มีวี่แววจะมีค่ายพักหอรบและป้อมค่ายทหารอย่างใดเลย สร้างความผิดหวังให้แก่พม่าเป็นอย่างมาก ในที่สุดก็ต้องรีบถอนกำลังอย่างเงียบเชียบ ถอยกลับออกไปพร้อมด้วยความฉงนสนเท่ห์ และเคลื่อนย้ายที่ตั้งกำลังของตนไปอีกจุดหนึ่ง

อีกสองวันต่อมา เพื่อให้หายสงสัย กองทหารพม่าได้ออกมาลาดตระเวนยังจุดที่ตั้งป้อมค่ายที่ตนพบเห็น ด้วยการใช้กล้องส่องทางไกล สำรวจดูอย่างถี่ถ้วน ก็ปรากฏว่าไม่มีป้อมค่าย ไม่มีกำลังทหารไทย ไม่มีเสียงช้างม้า ไม่มีอาณาบริเวณตั้งทัพอันกว้างขวาง ไม่มีแม้แต่ไฟสุมขอนที่เห็นอยู่ในคืนวันนั้น มีแต่ป่าทึบ ไม้ไร่ขึ้นระเกะระกะ เช่นที่ได้มาเห็นในคราวมาสืบฐานที่ตั้งของหนุ่มศึกหาญ คือเป็นป่าอยู่ตามเดิม แต่ก็ยังไม่แน่ใจ หน่วยลาดตระเวนพม่าจึงได้บุกเข้าไปสำรวจจนถึงที่ ก็ไม่พบซากอะไร นอกจากป่าไม้ที่รกรุงรัง

ด้วยความมหัศจรรย์เช่นนี้ ทำให้ทหารพม่าตื่นเต้น แปลกใจ โจษขานกันไปทั่วทั้งกองทัพพม่า และรู้กันทั่วไปถึงชาวไตยเมืองหาง เมืองต่วน ต่างร่ำลือถึงอภินิหารของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ได้แสดงเดชานุภาพ ปกป้องคุ้มครองหนุ่มศึกหาญ ให้พ้นจากอันตรายในครั้งนี้

ส่วนทางพันเอกเครือเสือ อดีตพระภิกษุปัณฑิต๊ะ รองหัวหน้าขบวนการหนุ่มศึกหาญ ยังกล่าวถึงพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชว่า พระองค์ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณ คอยช่วยเหลือปกป้องหน่วยกู้ชาติไตยไว้หลายครั้งหลายหน แทนที่จะตายหมู่กลับแคล้วคลาด รอดตายไปได้ เจ้าเครือเสือได้ยืนยันว่า เวลากลางคืนพระองค์ทรงเคยมาเข้านิมิต สั่งให้ย้ายกำลังให้พ้นจากบริเวณที่พักโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นจะตายกันหมด เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นได้ออกคำสั่งย้ายทันที เมื่อย้ายไปเพียง 2-3 ชั่วโมง ก็ปรากฏว่ากองทหารพม่าตามมาถึงบริเวณที่หน่วยกู้ชาติตั้งอยู่เดิม เป็นเช่นนี้อยู่เสมอ บางทีก็ทำให้เกิดสังหรณ์ว่ากองทหารพม่าจะบุกเข้าจับตัว แล้วรีบเคลื่อนย้ายกำลังออกไป ก็ปรากฏว่ากองทหารพม่าบุกเข้ามายังที่ตั้งเดิมจริงๆ

การไปบวงสรวงสักการะเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ของนักรบกู้ชาติหนุ่มศึกหาญ จนได้รับชัยชนะในทุกครั้งที่ออกรบ ทำให้เกิดคำเล่าลือว่าสมเด็จพระนเรศวรฯ มาช่วยทหารไทใหญ่กู้ชาติ คำเล่าลือนี้มีผลสะเทือนอย่างยิ่ง สามารถสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารและประชาชนไทใหญ่ พร้อมจะสนับสนุนขบวนการกู้ชาติมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ. 2502 ทหารพม่าจึงให้ทหารกะฉิ่น ฉิ่น ยะไข่ ลักลอบระเบิดเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ และใช้รถแทร็กเตอร์ไถกวาดซากเจดีย์ลงทิ้งแม่น้ำหาง

แต่ถึงอย่างนั้นความเคารพเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระนเรศวรฯ ในหมู่ชาวไทใหญ่ก็ยังมั่นคงไม่เสื่อมคลาย หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ “ศึกไต” หรือทหารไทใหญ่ยิ่งเชื่อกันว่าสมเด็จพระนเรศวรฯ เสด็จมาช่วยทหาร
ไทใหญ่รบจริงๆ มิฉะนั้นทหารพม่าคงไม่มาทำลายพระเจดีย์องค์นี้

แม้จะเหลือแต่อิฐหักกากปูน แต่ชาวบ้านและทหารไทใหญ่ก็ยังเก็บเอาซากอิฐ มาทำเป็นวัตถุบูชากันต่อไป ทั้งเอาไปวางบนหิ้งพระ บางคนนำไปให้ช่างฝีมือแกะสลักเป็นพระรูปของสมเด็จพระนเรศวรฯ ใช้พกติดตัวเป็นเครื่องรางไว้คุ้มครองในยามออกรบกับทหารพม่า

ส่วนเหรียญบูชารูปสมเด็จพระนเรศวรฯ รุ่นแรกที่จัดทำขึ้นในรุ่นเจ้าน้อย-จอมพลสฤษดิ์ ก็ยิ่งกลายเป็นวัตถุมงคลหายาก มีราคาสูงถึงหลักหมื่นในปัจจุบัน ทั้งเป็นที่เคารพ และต้องการในหมู่นักรบไทใหญ่อย่างยิ่ง

ส่วนซากเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ที่ถูกพม่าระเบิดทิ้งที่เมืองหางนั้น ในปี พ.ศ. 2512 พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น ได้ติดต่อทหารไทใหญ่ที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้านเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ให้ขี่ม้าไปยังเมืองหาง เขตรัฐฉาน เพื่อนำอิฐจากพระสถูปเจดีย์องค์เดิมมาเป็นฐานของเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ที่จะสร้างใหม่ที่ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

พระเจดีย์องค์ใหม่นี้ มีชื่อเป็นทางการว่า “พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 25 ไร่ เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2512 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2513 ตัวพระสถูปเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ ฐานกว้าง 10.30 x 25.12 เมตร มีพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยืน ถือคนโทในลักษณะคว่ำลง รอบพระสถูปมีภาพปั้นดินเผาเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ทั้งหมด
4 ภาพ ภาพแรกเป็นภาพเดียวกับพระบรมรูปด้านหน้า อีก 3 ภาพเป็นภาพสงครามยุทธหัตถี ภาพเสด็จพระราชดำเนินท่ามกลางพสกนิกรจำนวนมาก และภาพพระราชทานเพลิงศพ

ในปีที่ทหารไทใหญ่ขี่ม้าไปรวบรวมอิฐหักกากปูนจากเมืองหางกลับมาให้ทางการไทยสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่นี้ เป็นปีเดียวกับการก่อตั้งกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ที่เข้มแข็งในอดีตอีกขบวนการหนึ่ง คือกองทัพสหปฏิวัติไทใหญ่ (SURA-Shan Union Revolutionary Army 1969-1985) ภายใต้การนำของเจ้ากอนเจิง หรือนายพลโมเฮง

               1.7.4 สมเด็จพระนเรศวรฯ ในยุคกองทัพกู้ชาติของเจ้ายอดศึก

พันเอกเจ้ายอดศึกเข้าเป็นทหารในกองทัพ SURA เมื่อปี พ.ศ. 2519 ขณะมีอายุได้ 17 ปี และฝึกงานด้านการข่าวอยู่กับเจ้ากอนเจิงหลายปี กว่าจะออกรบแนวหน้า

เมื่อขุนส่าผู้นำกองทัพเมิงไตอาร์มี่ (MTA-Mong Tai Army 1985-1995) วางอาวุธกับรัฐบาลพม่าในเดือนมกราคม 2539 พันเอกเจ้ายอดศึกไม่ยอมจำนน หากวางแผนพาทหารภายใต้บังคับบัญชา 800 นาย ข้ามแม่น้ำสาละวิน กลับไปทางฝั่งตะวันตกกลางป่ารัฐฉาน ใช้เวลา 3 ปีรวบรวมกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ (SSA [South]-Shan State Army) ขึ้นมาใหม่ และกลับมาตั้งกองบัญชาการสูงสุดที่ดอยไตแลง เคลื่อนไหวอยู่บริเวณชายแดนไทย-รัฐฉาน

ไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่าขณะนี้กองทัพของเจ้ายอดศึกมีกำลังพลเท่าใด แต่มีการประเมินจากหน่วยข่าวกรองของไทยว่า ปัจจุบันกองกำลัง SSA มีทหารไม่น้อยกว่า 7,000 นาย

และทหารไทใหญ่ภายใต้การนำของพันเอกเจ้ายอดศึก ต่างก็มีเครื่องรางสำคัญ คือ “เหรียญสมเด็จพระนเรศวรฯ” คล้องเชือกป่านห้อยคอไว้คุ้มครองให้ความมั่นใจ ยามออกหน้าศึกสู้รบกับพม่า เช่นเดียวกับทหารไทใหญ่ตั้งแต่รุ่น “ขบวนการหนุ่มศึกหาญ” เมื่อเกือบร่วม 50 ปีก่อนเป็นต้นมา

ความเชื่อมั่นนับถือในองค์สมเด็จพระนเรศวรฯ ของเหล่าทหารไทใหญ่ เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งในวาระครบรอบ 400 ปีของการสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ โดยทางกองทัพ SSA ของพันเอกเจ้ายอดศึก ได้จัดพิธีรำลึกและบวงสรวงดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรฯ อย่างยิ่งใหญ่บนดอยไตแลง รัฐฉาน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ของวันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมา

พระบรมรูปหล่อสำริดสมเด็จพระนเรศวรฯ ประทับนั่งและทรงหลั่งอุทกธาราประกาศอิสรภาพให้ชาติไทย ได้รับการอัญเชิญจากทาง SSA ไว้บนหิ้งบูชาบนเวทีหน้าลานกว้างกลางยอดดอย เพื่อให้ทหารและประชาชนไทใหญ่ได้ทำพิธีบวงสรวงสักการะอย่างเป็นทางการ

ในพิธีระลึกและบวงสรวงดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้งนี้ พันเอกเจ้ายอดศึกได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาไทใหญ่ ถึงความสำคัญของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชต่อประชาชนไทใหญ่ที่พระองค์ทรงคุ้มครอง เป็นทั้งมิ่งขวัญและกำลังใจของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ ให้ต่อสู้ปลดปล่อยประเทศออกจากการเป็นทาสของพม่า เพื่อเอกราช และความสงบผาสุกของประชาชนไทใหญ่ตลอดมา

สุนทรพจน์ของพันเอกเจ้ายอดศึก มีรายละเอียดดังนี้

“ถึงแม้สมเด็จพระนเรศวรฯ จะเสด็จสวรรคตล่วงผ่านไปแล้วถึง 400 ปี แต่ในจิตใจของประชาชนชาวไทใหญ่ ซึ่งมีใจรักชาติบ้านเมืองสืบต่อกันมา ยังคงมีใจเคารพนับถือสมเด็จพระนเรศวรฯ อยู่ตลอดเวลา พระนเรศวรฯ ทรงเป็นผู้รักชาติบ้านเมือง ไม่ยอมให้แผ่นดินไทยของท่านต้องตกเป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่น จึงตั้งใจต่อสู้ให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง”

ความใกล้ชิดระหว่างพระนเรศวรฯ กับไทใหญ่นั้น มาจากช่วงที่พระนเรศวรฯ เสด็จประทับอยู่ที่เมืองหงสาวดีในฐานะเชลยศึก พระองค์ทรงสนิทสนมกับเจ้าคำก่ายน้อยเจ้าฟ้าไทใหญ่ซึ่งมีฐานะเป็นเชลยเช่นกัน ทั้งสองพระองค์ได้ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยตลอด จนกระทั่งพระนเรศวรฯ เสด็จกลับพิษณุโลก ทหารไทใหญ่บางส่วนได้เดินทางกลับมาพร้อมกับพระองค์มากเท่าที่จะมาได้ และอยู่ในกองทัพของพระนเรศวรฯ ร่วมทำการรบมาด้วยกัน

หลังจากบุเรงนองเสด็จสวรรคต โอรสของบุเรงนองคือนันทบุเรงขึ้นเสวยราชย์ ได้จัดเตรียมกำลังเพื่อเข้ายึดเมืองพิษณุโลก และเรียกร้องให้สมเด็จพระนเรศวรฯ นำตัวเจ้าฟ้าไทใหญ่และประชาชนซึ่งตามเสด็จพระองค์ไปอยู่ที่เมืองพิษณุโลกมอบให้พม่า แต่พระนเรศวรฯ ไม่ทรงยินยอม

พระนเรศวรฯ ทรงเป็นกษัตริย์นักรบ ทรงนำประเทศไทยให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่น และยังมีพระประสงค์จะนำไทใหญ่ให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่นด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงร่วมมือกับเจ้าคำก่ายน้อยของชาวไทใหญ่ทำการขับไล่ศัตรู พระองค์ทรงนำกำลังทหารเข้าไปถึงแผ่นดินของไทใหญ่ที่เขตเมืองหาง จังหวัดเมืองโต๋น ตรงข้ามจังหวัดเชียงใหม่ แต่ทรงพระประชวรเป็นฝีและโลหิตเป็นพิษ แล้วเสด็จสวรรคตที่นั่น ซึ่งเหล่าทหารได้ถวายพระเพลิงศพและสร้างเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระองค์ท่านไว้ที่หมู่บ้านห้วยอ้อ เขตเมืองหาง จังหวัดเมืองโต๋น คนไทใหญ่เรียกพระเจดีย์นี้ว่า “กองมูเจ้านเรศวรฯ”

สมเด็จพระนเรศวรฯ ไม่เพียงเป็นผู้มีบุญญาธิการที่ชาวไทยเคารพนับถือ แต่พระองค์ยังเป็นผู้ที่ชาวไทใหญ่แสดงความนับถือมาโดยตลอดเช่นกัน ถึงแม้พระองค์จะเสด็จสวรรคตผ่านไปแล้วหลายร้อยปี แต่คนไทใหญ่ก็ยังเชื่อมั่นในบุญบารมีความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ในสมัยที่เจ้าน้อยซอหยั่นต๊ะเป็นผู้นำกลุ่มหนุ่มศึกหาญ ซึ่งเป็นกลุ่มกู้ชาติกลุ่มแรกของไทใหญ่ เจ้าน้อยก็ได้สร้างเหรียญพระนเรศวรฯ แจกให้ทหารไทใหญ่ในกองทัพกู้ชาติ ไว้เป็นที่เคารพบูชา

ในเวลาต่อมา ทางฝ่ายพม่าได้ระเบิดเจดีย์พระนเรศวรฯ ที่หมู่บ้านห้วยอ้อ เมืองหางทิ้งจนเหลือเพียงซากอิฐ กลุ่มทหารไทใหญ่วิตกกันว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพระนเรศวรฯ จะถูกทำลายหายไป เจ้ากอนเจิงซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชากองพลน้อยที่ 7 ของกลุ่มหนุ่มศึกหาญจึงนำกำลังลูกน้อง 21 คน ไปเอาซากอิฐจากสถูปเจดีย์เดิมมาส่งให้ทางเจ้าหน้าที่ไทย ประจำอยู่ที่ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทางการไทยจึงได้สร้างเจดีย์พระนเรศวรฯ องค์ใหม่ไว้ที่เมืองงาย ซึ่งยังคงมีปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ในขณะดำเนินการก่อสร้างพระสถูปเจดีย์องค์นี้ ชาวไทใหญ่ก็ได้ร่วมมือร่วมใจในการก่อสร้างเป็นอย่างดี

ถึงปัจจุบันนี้ ในยุคสมัยที่ผมเป็นผู้นำของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ (SSA) ผมก็ได้สืบทอดดำเนินการสร้างเหรียญพระนเรศวรฯ แจกจ่ายให้แก่ทหารกู้ชาติในกองทัพของผมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเราชาวไทใหญ่มีความเคารพนับถือในบุญญาธิการและเจตนารมณ์ของพระองค์

บุคคลที่มีความคิดสูงส่ง มีความสามารถ มีจิตใจรักเชื้อชาติบ้านเมืองแผ่นดิน ดังเช่นพระนเรศวรฯ นี้ ถึงแม้ว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตนานถึง 400 ปีแล้วก็ตาม ชื่อเสียงและบารมีของพระองค์ก็ยังไม่เคยลืมเลือนไปจากจิตใจของชาวไทยและไทใหญ่ ผมมีความเชื่อมั่นว่า ถึงเวลาจะผ่านไปอีกหนึ่งพันปี พระองค์ก็จะยังคงอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป

ในวันนี้ พวกเราชาวไทใหญ่ได้มาร่วมกันจัดงานรำลึกวันครบรอบ 400 ปีการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรฯ ด้วยเหตุผลที่พวกเราทุกคนมีจิตใจที่ระลึกถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอมา เราขอพรจากพระองค์ท่านให้ทรงช่วยคุ้มครองพวกเราชาวไทใหญ่ในการทำสงครามกู้ชาติ ดังเช่นที่พระองค์ท่านเคยมีพระประสงค์ต้องการให้ไทใหญ่พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่น ขอให้พวกเราชาวไทใหญ่ทั้งหลายได้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของชนชาติอื่นโดยเร็ว

ขอให้ดวงวิญญาณของพระองค์ท่านทรงช่วยคุ้มครองชาวไทใหญ่ของเราทั้งหลายที่ทุกข์ยากลำบากอยู่ในขณะนี้ ให้พ้นจากการกดขี่ข่มเหงของชนชาติอื่นในเร็ววันด้วยเทอญ”

ประมาณปี พ.ศ. 2539 ในช่วงการวางอาวุธของกองทัพ MTA ของขุนส่า อันเป็นช่วงการเริ่มก่อตั้งกองทัพ SSA ของเจ้ายอดศึก ขณะนั้นความตึงเครียดของปัญหาชายแดนไทย-พม่ายังปะทุขึ้นเป็นระยะ ทหารพม่าสามารถเข้ามาประชิดชายแดนไทยได้โดยตรง โดยไม่มีกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่เป็นแนวกันชน ความเชื่อเรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็ได้ถูกนำมา “ตอกย้ำ” ถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ระหว่างไทยสยามกับไทใหญ่อีกครั้ง โดยทางการไทยได้จัดสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรฯ ร่วมกับศาลเจ้าเมืองของบ้านหลักแต่งในหมู่บ้านเปียงหลวง อันเป็นหมู่บ้านประชาชนไทใหญ่ และครอบครัวของอดีตทหารไทใหญ่ในกองทัพ SURA ของนายพลโมเฮง ศาลสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่บ้านหลักแต่งนี้ ตั้งอยู่บนยอดดอยวัดฟ้าเวียงอินทร์ หันหน้าไปยังชายแดนที่มีกองทหารพม่าประจำการอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ประจันหน้ากันอยู่พอดี

แต่ “พายุทางการเมือง” ย่อมเปลี่ยนไปตามนโยบายและผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ด้วยเหตุที่นักธุรกิจการเมืองไทยในยุคนี้ มีผลประโยชน์มหาศาลในกิจการที่ไปลงทุนในพม่า อุดมการณ์ที่มีร่วมกันระหว่างไทยสยามและไทใหญ่ ในเรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ จึงกลายเป็น “ปัญหา” ที่สะท้อนภาพแรงกระหน่ำของพายุการเมือง และพายุผลประโยชน์ในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

กลางปี พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมา ทางกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ SSA มีความตั้งใจที่จะสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ทหารและประชาชนไทใหญ่สักการบูชาบนยอดดอยไตแลง ฝั่งรัฐฉาน ประเทศพม่า แต่ทางฝ่ายไทยได้สั่งระงับไม่ให้กองกำลังกู้ชาติไทใหญ่สร้างอนุสาวรีย์ของสมเด็จพระนเรศวรฯ บนยอดดอยไตแลง ทั้งที่ไทใหญ่ขึ้นไปสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ไว้ในแผ่นดินรัฐฉาน เพื่อประกาศเกียรติคุณของสมเด็จพระนเรศวรฯ และเพื่อไว้เคารพบูชา ไม่ได้ลบหลู่เจตนารมณ์ใดๆ ของสมเด็จพระนเรศวรฯ เลยสักน้อย

นักรบกู้ชาติแห่งกองทัพ SSA ขณะเข้าร่วมพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กลางยอดดอยไตแลง ที่ตั้งของกองบัญชาการสูงสุดกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ (ภาพจาก SSA)

ในสมัยอดีตที่นโยบายของรัฐไทยจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ให้ช่วยหาข่าว ช่วยปราบคอมมิวนิสต์ ช่วยเป็นแนวกันชน ป้องกันความรุนแรงจากทหารพม่า สมเด็จพระนเรศวรฯ คือ “อุดมการณ์” ที่ถูกปลูกฝังเพื่อเชื่อมร้อยไทยสยาม-ไทใหญ่ให้มีสำนึกของเชื้อชาติเดียวกัน ที่มี “วีรบุรุษ” คนเดียวกัน และมีเป้าหมายที่จะขับไล่ศัตรูที่มารุกรานอธิปไตยของชาติเช่นเดียวกัน

แต่ในขณะนี้ กองทัพกู้ชาติไทใหญ่ถูกเขี่ยๆ ไปไว้ชายขอบ จะทำเป็นไม่มีหรือมองไม่เห็นก็ไม่ได้ เพราะความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนไทใหญ่ที่ถูกรัฐบาลทหารพม่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ทั้งฆ่าข่มขืนกันทั่วรัฐฉาน จับไปเป็นลูกหาบไว้เดินนำหน้ากองทหารพม่าเพื่อเคลียร์ทุ่นระเบิด เผาหมู่บ้าน แย่งชิงที่นา ทรัพย์สิน สัตว์เลี้ยง ฯลฯ จนคนไทใหญ่อพยพเข้ามาเต็มเมืองไทยหลายแสนคน และยังตั้งบ้านเรือนกระจุกอยู่ตลอดแนวชายแดนเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ซึ่งสำนักข่าวต่างๆ องค์กรต่างประเทศ และหน่วยงานทางสิทธิมนุษยชนจากทั่วทุกมุมโลก กำลังจดจ้องและเข้ามาตรวจสอบให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน จึงไม่อาจช่วยกันย่ำยี ปกปิด เพิกเฉย หรือละเลยได้อีกแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่กำลังทิ่มตำสายตาของคนทั่วโลกอยู่ในเวลานี้

ส่วนสถานภาพของกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ต่อรัฐไทยในห้วงเวลาปัจจุบัน แค่ดูจากเรื่องของ “สมเด็จพระนเรศวรฯ” ที่เปลี่ยนไปตามพายุการเมือง ก็เห็นชัดว่ายามนี้กองทัพกู้ชาติไทใหญ่ดูไม่ต่างอะไรกับหมาล่าเนื้อแก่ๆ ที่หมดประโยชน์ แถมจะยังเป็น “อุปสรรคในการลงทุน” ของนักธุรกิจการเมืองไทย เพราะขณะนี้แม้ SSA จะยังคงเชื่อมั่นเคารพบูชา “วีรบุรุษ” องค์เดียวและองค์เดิมอย่างไม่แปรเปลี่ยน แต่ “สหาย” ผู้เคยร่วมก่อร่างสร้างอุดมการณ์เดียวกันมา ได้ถูกผลประโยชน์ค้ำคอค้ำปากให้ “แปรพักตร์” หันไปช่วยกันทำมาหากิน (ซะดีกว่า) เสียแล้ว!

               1.7.5 สมเด็จพระนเรศวรฯ กับชาวบ้านไทใหญ่

นอกจากความนับถือศรัทธาในอานุภาพบารมีของสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่ยึดกุมจิตใจของทหารกู้ชาติไทใหญ่แล้ว เราไม่ค่อยได้รู้หรือมองเห็นความสัมพันธ์ของชาวบ้านไทใหญ่ที่มีกับสมเด็จพระนเรศวรฯ กันมากนัก

แต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 ที่ผ่านมา ทางกลุ่มผู้นำ SSA ส่งข่าวมาว่า ได้มีการพบพระบรมรูปหล่อสำริดของสมเด็จพระนเรศวรฯ ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่โป้ง และคนพบพระบรมรูปหล่อนี้ได้ติดต่อมาที่ดอยไตแลง เพื่อนำมามอบให้กับพันเอกเจ้ายอดศึก

ศาลบูชาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่เนินกองคา สร้างขึ้นในสไตล์ไทใหญ่แท้ๆ ตามฐานกำลังของทหารไทใหญ่ตามเนินต่างๆ จะมีการตั้งศาลสมเด็จพระนเรศวรไว้ทุกฐาน เพื่อเป็นมิ่งขวัญ กำลังใจ ทหารไทใหญ่จะมาบวงสรวงไหว้สักการะเสมอ เพราะเชื่อมั่นว่าบารมีของสมเด็จพระนเรศวรฯ จะคุ้มครองไทใหญ่ให้ชนะและปลอดภัยจากการสู้รบ

ชาวบ้านไทใหญ่คนนี้เล่าว่า เมื่อเดือนเมษายน หน้าแล้ง เขาออกจากบ้านไปเผาไร่ทางตะวันออกของฝั่งคง (ริมน้ำสาละวิน) เพื่อเตรียมผืนดินไว้ทำไร่ช่วงหน้าฝนที่จะมาถึง ในขณะเผาไร่มีกอหญ้ากอวัชพืชที่ไม่ยอมติดไฟอยู่กระจุกหนึ่ง จะเผากี่ครั้งไฟก็ลามไปไม่ถึง ด้วยความสงสัยเขาจึงไปถางกอวัชพืชนี้ออก และรื้อหมากหินในบริเวณนั้น เพียงขุดลงไปจอบแรก ก็พบพระบรมรูปหล่อสำริดของสมเด็จพระนเรศวรฯ จมดินอยู่ เขาเอาพระบรมรูปหล่อสำริดนี้กลับมาบ้าน ทดลองยิงด้วยปืนลูกซอง แต่ปืนกลับยิงไม่ออก

ยามค่ำคืน เขาหลับฝัน มีคนมาบอกให้เอาไปมอบให้เจ้ายอดศึกผู้นำของ SSA ที่ดอยไตแลง แต่ขณะนั้นเกิดสงครามระหว่างกองกำลังว้าแดงและไทใหญ่ รอบดอยไตแลงมีการสู้รบอย่างหนัก กว่าเขาจะไปถึงและมอบพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ให้เจ้ายอดศึกได้ดังตั้งใจ ก็ล่วงเข้าเดือนกรกฎาคมไปแล้ว

ภาพถ่ายที่ทาง SSA ส่งมาพร้อมรายละเอียดของรูป บอกให้รู้ว่า พระบรมรูปหล่อนี้มีขนาดสูงไม่เกิน 3 นิ้วฟุต เป็นรูปสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงยืนถือคนโทหยาดน้ำ และมีอักษรไทยปัจจุบันจารึกไว้ว่า พระนเรศวรมหาราช เชียงดาว

ซึ่งพอจะคาดประมาณได้ว่า อายุเก่าแก่ที่สุดของพระบรมรูปหล่อนี้ น่าจะอยู่ในสมัยซึ่งมีการสร้างเจดีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ ที่ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ 36 ปีที่ผ่านมา

แม้จะไม่ใช่ของเก่าแก่อายุเป็นร้อยปี แต่ในความเชื่อถือศรัทธาของชาวบ้านไทใหญ่ ประกอบกับเรื่องเล่าของอานุภาพ ไฟไม่ไหม้-ปืนยิงไม่ออก ที่ผูกพันมากับพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ก็ทำให้ชาวบ้านไทใหญ่คนหนึ่งเดินทางเสี่ยงตายฝ่าสนามรบที่ยังเต็มไปด้วยการปะทะระหว่างกองกำลังว้าแดงและ SSA ดั้นด้นมาถึงดอยไตแลง เพื่อสนองตอบต่อเจตนารมณ์ของพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรฯ ที่ตั้งใจจะมาอยู่ในความครอบครองของผู้นำของพวกเขา ดังความฝันที่ชี้นำให้เดินทางมาถึงกองบัญชาการใหญ่ของ SSA ได้อย่างปลอดภัย

เรื่องเล่านี้โจษขานอยู่ในหมู่ประชาชนและทหารไทใหญ่ และในสถานการณ์สู้รบอันหนักหน่วงระหว่างว้าแดงและไทใหญ่ในห้วงเวลาปัจจุบัน การปรากฏขึ้นของพระบรมรูปหล่อสำริดสมเด็จพระนเรศวรฯ ยิ่งช่วยตอกย้ำว่า สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงแผ่บารมีมาคุ้มครองทหารกู้ชาติไทใหญ่อย่างแน่แท้

ความเชื่อมั่นศรัทธาของคนไทใหญ่ที่มีต่อสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้น มีรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการปกครองระบอบ “เจ้าฟ้า” ของไทใหญ่ที่สืบทอดมาเป็นพันปี แต่เพิ่งถูกทำลายหมดสิ้นไปกับการยึดอำนาจในสหภาพพม่าของนายพลเนวินเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2505

แม้ปัจจุบันนี้ เจ้าฟ้าของไทใหญ่จะดับสูญ เชื้อสายเจ้าฟ้ากระจัดกระจายไปอยู่คนละทิศละทาง แต่ศรัทธาอันหยั่งรากลึกมาเป็นพันปีในจิตใจคนไทใหญ่ไม่เคยสูญหาย หลักฐานปรากฏชัดในทุกบ้านของทหาร SSA หรือกระทั่งบนเวทีงานฉลองปีใหม่ของไทใหญ่ สูงสุดแห่งการเคารพบูชานั้นคือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ตระหง่านสง่าอยู่กลางยอดดอยไตแลง

พันเอกเจ้ายอดศึกกล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า

“คนไทใหญ่ทั้งสมัยนี้ทั้งสมัยโบราณเชื่อถือพระนเรศวรฯ คนยุคนี้เชื่อถือพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนทุกบ้านมีรูปในหลวง-พระราชินี เพราะถ้าดูประวัติศาสตร์คนเชื้อชาติไท คนไทใหญ่ คนไทย คนลาว คนไทในเวียดนาม คนไทในจีนเป็นเชื้อสายเดียวกัน แล้วปัจจุบัน พระเจ้าอยู่หัวมีในประเทศไทยองค์เดียว ไทใหญ่จึงเคารพรักและเชื่อถือพระองค์มาก”

เดินอยู่ในบ้านคนไทใหญ่ แหงนมองผนังห้อง ใกล้หิ้งบูชาพระ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่งที่จะได้พบรูปในหลวง-พระราชินี ประดับอยู่โดยถ้วนทั่ว ไม่ต่างอะไรจากบ้านคนไทย ส่วนความเชื่อในพระราชวงศ์นั้น คนไทใหญ่ยิ่ง “เหมือน” สุดๆ กับคนไทย ชนิดไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักน้อย

ครูเคอแสน นักประวัติศาสตร์และเลขาธิการของสภากอบกู้รัฐฉานเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนฯ เสด็จเยือนพม่า และเสด็จไปที่เมืองตองจี คนไทใหญ่ตื่นเต้นกันมาก รู้สึกเหมือนเจ้าฟ้าของตนกลับบ้าน ใครสามารถไปรับเสด็จได้ก็พากันออกไป ส่วนคนที่ไม่มีโอกาส ต่างก็จ้องตาเป๋งไปที่ทีวีพม่า คอยดูภาพถ่ายทอดการเสด็จเยือนพม่าครั้งนั้นของสมเด็จพระเทพรัตนฯ อย่างปลาบปลื้ม แต่ที่คนไทใหญ่ตั้งใจดูๆ จ้องๆ กันอย่างละเอียดก็คือ “หมายเลข” ของเครื่องบินพระที่นั่งนั่นแหละ ครูเคอแสนเล่าว่าปีนั้นคนตองจีแห่ซื้อเลขเด็ดและถูก “หวย” ตัวเลขเครื่องบินสมเด็จพระเทพรัตนฯ กันทั้งเมือง จนเจ้ามือหวยแทบจะล่มจมไปเลย ครูยังบอกอีกด้วยว่าที่จำได้แม่นเพราะเพื่อนของครูในมหาวิทยาลัยตองจีได้เงินจากหวยในคราวนั้นเป็นหมื่นจ๊าด!

ด้วยรากฐานทางวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน แม้ระบบเจ้าฟ้าจะล่มสลาย แต่ความเชื่อถือศรัทธาในระบบกษัตริย์ที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทใหญ่มาเป็นพันปี ความรู้สึกของคนไทใหญ่ คนไทย หรือกระทั่งคนลาว คนเขมร จึงไม่ได้ต่างกันเลยสักน้อย สำหรับคนไทใหญ่ สถาบันกษัตริย์ยังเป็นศูนย์รวมของจิตใจ เป็นแบบอย่างทางศีลธรรมอันดีงาม และเป็นสัญลักษณ์ของบารมีที่จะปกแผ่พระราชอำนาจมาปกป้องคุ้มครองพวกเขา เมื่อไม่มีเจ้าฟ้า ความรักความศรัทธานี้ก็ได้ทุ่มเทสู่กษัตริย์ไทยอย่างมั่นคงและเต็มที่ โดยเฉพาะในยามซึ่งพวกเขาต้องประสบกับชะตากรรมอันขมขื่น และต้องการขวัญกำลังใจในช่วงเวลาของการกอบกู้เอกราชของชาติไทใหญ่ อันลำบากตรากตรำในยุคปัจจุบัน

นับเป็นเวลาเกือบ 50 ปีแล้วที่รัฐไทยได้สถาปนาความเชื่อเรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ กษัตริย์นักรบลงสู่กองทัพกู้ชาติไทใหญ่ และความเชื่อมั่นศรัทธานี้ก็ได้ฝังรากลึกอย่างมั่นคงจากพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยสยามกับไทใหญ่ที่มีร่วมกันมา การต่อสู้กู้ชาติของคนไทใหญ่ผูกพันกับตำนานของสมเด็จพระนเรศวรฯ มาตั้งแต่เริ่มแรก จนแม้นักธุรกิจการเมืองยุคนี้จะผลักดันนโยบายให้เมินเฉยต่อพวกเขา

แต่สำหรับนักรบไทใหญ่แล้ว ศรัทธาสูงสุดที่มีให้สมเด็จพระนเรศวรฯ ยังฝังลึกอยู่เต็มหัวใจ ด้วยความเชื่อมั่นว่า ในยามออกรบทำสงครามกู้ชาติ ในยามมืดมิดสิ้นหวัง สมเด็จพระนเรศวรฯ ยังทรงปกป้องคุ้มครองคนไทใหญ่เสมอ พระองค์ไม่เคยทรงทอดทิ้งพวกเขา

  1. ประเพณีและวัฒนธรรม

วิถีชีวิตชาวไทใหญ่ เช่น พิธีการดำหัวตามประเพณีดั้งเดิมของชาวไทใหญ่ การแสดงฟ้อนไต การฟ้อนนก ฟ้อนโต การฟ้อนเจิง การฟ้อนดาบ กับเครื่องดนตรีโบราณ เช่น ระนาดเหล็ก ฆ้องแผง กลองยาว ฉาบ ตียอ หรือไวโอลินพม่า อาหารของชาวไทใหญ่จะมี “ถั่วเน่า” เป็นเอกลักษณ์ คล้ายกะปิ เป็นอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพอาทิ น้ำพริกคั่วทรายที่ผสมถั่วเน่าเป็นหลัก การทำถั่วเน่าจิ้นลุง หรือลูกชิ้นของชาวไทยใหญ่ น้ำพริกพู หรือ ขนม เช่น ข้าวหลามมูล คล้ายๆ กะละแม แต่อยู่ในกระ บอกไม้ไผ่

ชาวไทใหญ่ จะมีเสื้อบ้านและหอเสื้อบ้านเพื่อให้ชาวบ้านทุกคนมาประกอบพิธีกรรม เพื่อ ความเป็นสวัสดิมงคลของหมู่บ้าน และเพื่อความอยู่ดีกินดี พืชพันธุ์เจริญงอกงาม วัวควาย สัตว์เลี้ยงทั้งหลายเติบโต ปราศจากโรคภัยจากสภาพทางภูมิศาสตร์ ถิ่นที่อยู่ และความเชื่อประเพณี พิธีกรรมที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนา และความเชื่อเรื่องผีสางนางฟ้า

อาชีพพื้นฐานของคนไทใหญ่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร งานประเพณีและการดำรงชีวิตตลอดปี จึงผูกพันและสอดคล้อง กับการเพาะปลูก ซึ่งแต่ละเดือนก็มีความแตกต่างกันไป คล้ายกับประเพณี พิธีกรรม ของชาวไทยวนในภาคเหนือ มีความสังเขป ดังนี้

เดือน 1 (เดือนยี่) ไตเรียกว่า “ เหลินเจ๋ง “ หรือ เหลินเก๋ง ตรงกับเดือนธันวาคมเป็นเดือนตามจันทรคติภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ ธะคยาหย่าสี่ “ ภาษาพม่าเรียกว่า “ นะตอละ “ ธาตุประจำเดือนคือเตโชธาตุ ดอกไม้ประจำราศีคือ ดอกปานเซ (ภาษาถิ่น) มีนิทานบ่อเกิดประเพณีกล่าวไว้ว่า สมัยเมื่ออะสิ่งกอนติ่งญะ (โกญฑัญญะ) เป็นชาวนาอยู่ในกรุงพาราณสี ได้ถวายข้าวใหม่ 9 ครั้ง คือ 1. ตอนที่ข้าวเริ่มท้อง 2. ตอนข้าวเป็นน้ำใส ๆ เหมือนน้ำนม 3. ตอนเก็บเกี่ยว 4. ตอนรวมมาไว้ในลาน 5. ตอนเริ่มตีข้าว 6. ตอนตีข้าวเสร็จแล้ว 7. ตอนขนข้าวจากนาไปยังยุ้งฉาง 8. ตอนนำข้าวใส่ยุ้งฉาง 9. ตอนนำข้าวออกจากฉางมาตำเป็นข้าวสาร ด้วยอานิสงส์การถวายข้าว 9 ครั้งนี้ เมื่อชาติที่เกิดมาเป็นฤาษี 5 ตน ได้ออกบวชตามพระพุทธเจ้าและเป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มแรกที่พระพุทธเจ้าเทศนาโปรด (ปฐมเทศนา) และได้บรรลุพระอรหันต์สาวกชุดแรกด้วย ในเดือน 1 นี้ จึงเป็นเดือนที่พุทธศาสนิกชนทำบุญถวายข้าวใหม่แด่พระภิกษุสงฆ์และผู้เฒ่าผู้ แก่ ทั้งหลายเรียกว่า “ กาบซอมอู “ เป็นประเพณีทำบุญถวายข้าวใหม่สืบมาจนปัจจุบัน การทำบุญข้าวใหม่จะทำที่บ้านหรือทีวัดก็ได้ โดยเชิญแขกมาร่วมทำบุญ นอกจากนี้จะมีการทำบุญหลู่ข้าวปุก “ ข้าวตำคลุกกับงา “ คนไตจะใช้งาดำผสมเกลือรับประทานกับน้ำอ้อย ส่วนกะเหรี่ยงจะตำ ข้าวเหนียวคลุกกับงาขาว

เดือน 2 (เดือนอ้าย) ไตเรียกว่า “ เหลินก๋ำ “ เดือนนี้ชาวไตก๋ำ คือ ถือปฏิบัติว่าจะไม่นำข้าวออกจากยุ้งฉาง ภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ มะกะระหย่าสี่ “ ตรงกับเดือนมกราคม ภาษาพม่าเรียกว่า “ ปยาโส่ “ ธาตุประจำเดือนคือ ปฐวีธาตุ ดอกประจำราศีคือ ดอกขวาโหย่ (ภาษาถิ่น) หรือดอกกวางของ (ภาษาถิ่น) เป็นเดือนที่พระสงฆ์อยู่ปริวาสกรรมและมานัติ ชาวบ้านเรียกว่า พระภิกษุสงฆ์เข้าปริวาส หรือเข้ากรรม มีพิธีตักบาตร “ ลองก๋ำ “ พระสงฆ์จะไปพักนอนเข้าปริวาสในกระต๊อบฟางข้าว หรือในกลดตามป่าหรือทุ่งนา ซึ่งคณะศรัทธาเป็นผู้จัดสถานที่ให้พักตลอดจนที่ทำบุญตักบาตร ห้องน้ำห้องส้วม พระทุกรูปจะเข้าร่วมพิธีสวดกรรมฐานในตอนกลางคืนทุกคืน มีศรัทธาญาติโยม ผู้เฒ่าผู้แก่จะเข้าร่วม และถือศีลแปด หลายแห่งเข้าปริวาสกรรมในป่าช้า และมีการทอดผ้าป่าหาจตุปัจจัยปรับปรุงป่าช้า ในการทำบุญ มีการถวายอาหาร เช้าอาหารเพล รับศีลอนุโมทนาทุกวัน ตามที่ได้ตกลงว่าจะทำ 7 วันหรือ 15 วัน มีนิทานที่เกิดประเพณีกล่าวไว้ว่าสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่มีพระ ภิกษุจำนวน 20 รูป ทำผิดวินัยอาบัติ สังฆาทิเสส พระพุทธองค์ทรงลงโทษ ให้ไปบำเพ็ญเพียร เจริญสมถกัมมัฏฐานทรมานอยู่ในที่โล่งแจ้ง ท่ามกลางน้ำค้างและสายหมอก ในขณะนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เห็นความทุกข์ยากของพระภิกษุทั้ง 20 รูป ก็ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระภิกษุที่ถูกทำโทษตากน้ำค้างอยู่กลางที่โล่งแจ้ง ไม่มีสิ่งกำบังใดๆ ได้รับทุกขเวทนา หากข้าพระพุทธเจ้า มีเจตนาศรัทธาจะทำที่อยู่ ที่พักถวายจะเหมาะสม ประการใดหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าสามารถถวายได้ พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงรับสั่งให้เสนาอมาตย์นำป๋องจ้าง (สัปคับหลังช้าง) ไปถวายรูปละ 1 ที่จนครบ และจัดอาหารบิณฑบาตรมาถวาย ตลอดเวลา ที่พระภิกษุสงฆ์อยู่ปริวาสและมานัติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงเดือน 2 (เหลินก๋ำ) พระสงฆ์ได้เข้าปริวาสกรรมและอยู่มานัติ ส่วนศรัทธาประชาชน ก็ถือโอกาสทำบุญทำทาน ถวายอาหารบิณฑบาตรและเสนาสนะ แด่พระสงฆ์ที่อยู่ปริวาสและมานัตินั้นสืบต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

เดือน 3 ไตเรียกว่า “ เหลินสาม “ ภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ กุมหย่าสี “ ภาษาพม่า เรียกว่า “ ต๊ะโป่ละ “ ธาตุประจำราศีคือคือวาโยธาตุ ธาตุลม ดอกประจำราศี คือ ดอกชูปานและดอกอิงแง (ภาษาถิ่น) เป็นฤดูถวายไม้โหล (ฟืน) ถวายข้าวหย่ากุ(ข้าวเหนียวแดง)นิยมทำข้าวเหนียวแดงถวายวัดและถวาย ก่องโหลในวันเพ็ญเดือน 3 แต่ก่อนทำข้าวหย่ากุ นึ่งข้าวสุกแล้วนำไปคลุกน้ำอ้อย ถ้าทำมากคลุกในกะทะใหญ่ช่วยกันกวนหลายคนจนได้ที่ นำถั่วลิสงที่กระเทาะเปลือก ออก ผสมคลุกเคล้าตอนใส่น้ำอ้อยหรือน้ำตาลแล้วขูดมะพร้าวโรยหน้าอีก บางตำราเคี่ยวน้ำกะทิพอมันแตก เอาข้าวสุกที่นึ่งครุกน้ำกะท ิคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้บนเตาถ่านไฟ พอสุขเหนียวจึงตักออกใส่ถาดเอาตอกทับผิวหน้า ให้เรียบเสมอกัน รอให้เย็นจึงตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนใส่ห่อไปทำทาน การทำบุญทำทานข้าวหย่ากุนี้มักจัดรวมกันเป็นหมู่บ้าน รวมกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน หรือบ้านกำนันแล้วจะมีการใส่เกวียน ใส่รถ หรือแบกหาม ถ้าขบวนใหญ่ ่ตีฆ้องกลองแห่ไปแจกภายในหมู่บ้านโดยทั่งถึงกัน การทำบุญถวายกองโหลพารา คือเอาไม้เนื้ออ่อน มีไม้งิ้ว “ นุ่น “ ไม้สาแล ไม้กฤษณา บางแห่งใช้ไม้ไผ่ ขูุดเปลือกออก แล้วนำมาก่อฐานสี่เหลี่ยมคางหมู ทลายแหลมขึ้นไปเป็นรูปเจดีย์ มีฉัตรเป็นยอด ไตเรียกว่า “ ทีหิ่ง “ คือฉัตร 5 ชันประดับด้วยดอกจ้ากจ่า นำไม้ไผ่มาขัดราชวัตร ทั้งสี่มุมปักหน่อกล้วยหน่ออ้อย การเผากองโหล ใช้ไฟม้าล้อ “ บ้องไฟสั้น “ มีตาตรงกลางตอกดินปืนทั้งสองข้าง ใช้ดินเหนียวปิดเจาะรูชนวนทั้งสองข้าง ผูกเส้นลวดจากที่เผาไปหากองโหล ห่างประมาณ 10-15 เมตร เมื่อจุดม้าไฟแล้วม้าไฟจะวิ่งตามเส้นลวด ไปชนสายชนวนที่กองโหล ครั้งสุดท้ายจะไม่มีอะไรกั้นไว ้ม้าไฟจะวิ่งไป ถึงกองโหลสายชนวนด้านกองโหลจะติดไฟ แล้วไฟนั้นจะพุ่งเข้าหากองโหล ที่มีห่อดินปืนหรือราดด้วยน้ำมันไฟจุดลุกขึ้น ระหว่างแข่งม้าไฟจะมีการตีฆ้องกลอง อย่างสนุกสนาน ก่อนจุดม้าไฟจะมีพิธีถวายกองโหล โดยต่อด้านสายสินธุ์ จากกองโหล ไปบนวัดที่มีพระสงฆ์ให้ศีลให้พร และอนุโมทนา นิทานบ่อเกิดประเพณีกล่าวไว้ว่าสมัยหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองสาวัตถี มีมาณพเข็ญใจคนหนึ่ง พอถึงเดือนสามยาวหนาวเหน็บ ได้เก็บฟืนมากองไว้ที่ ต้นทางที่มีพระสงฆ์จะมาบิณฑบาตรในเมือง พอถึงเวลาเช้าตรู่จะตื่นแต่เช้ามืด เดินทางไปยัง กองฟืนและก่อกองไฟที่ต้นทางแห่งนั้น พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์เข้ามาผิงไฟให้เกิดความอบอุ่นแล้วจึงออกบิณฑบาตรทำ อย่างนี้ทุกเช้าจนสิ้นฤดูหนาวด้วยอานิสงส์แห่งการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้มาณพนั้นตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ เป็นเทพบุตรผู้มีรัศมียิ่งใหญ่ ดุจดวงไฟที่ลุกโชติช่วงชัชวาล เป็นที่เคารพนับถือของเหล่าเทวดาทั้งหลาย สำหรับการถวายข้าวหย่ากุ มีตำนานมาว่า พระพุทธเจ้าทรงประชวร ด้วยโรคพระอุทรปวดๆ เสียดๆ พระอานนท์ได้ออกบิณฑบาตร และได้ไปพบ นางสุชาดาที่กำลังหุงข้าวหย่ากุใส่เนยน้ำนมจ่าติโผ่ (ผลพลู) เลงยาง (กานพลู) พอดซางดีปรี พิดป้อม (พริกไทย) พอเหลือบเห็นพระอานนท์ นางสุชาดาก็รีบตักข้าวหย่ากุใส่บาตรพระอานนท์ทันที พระอานนท์ ได้นำข้าวหย่ากุนั้น ไปถวายแด่พระพุทธเจ้า เมื่อฉันข้าวหย่ากุของนางสุชาดาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงหายจากอาการประชวรพระอุทรด้วยอานิสงส์การถวายข่าวหย่ากุนี้ นางสุชาดาได้ไปจุติบนสวรรค์ เสวยผลบุญอย่างเป็นสุข ดังนั้นการถวายข้าวหย่ากุ “ ข้าวหย่ากุ “ จึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมาปัจจุบัน

เดือน 4 ไตเรียกว่า “ เหลินสี่ “ ภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ มะหยิ่งหย่าสี่ “ ภาษาพม่าเรียกว่า “ ตะป๋องละ “ ธาตุประจำเดือนคืออาโปธาตุ ธาตุน้ำ ดอกไม้ประจำราศี คือดอกเปา (ภาษาถิ่น) คือไม้รัง เดือนนี้จะมีประเพณีปอยส่างลองและปอยจางลอง อีกตำนานหนึ่งกล่าวว่า ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตะวันวิหาร เมืองสาวัตถีนั้น ข่าวคราวของพระองค์ได้ทราบกถึงพระเจ้าสุทโธทนะพุทธ-บิดา จึงทรงสั่งอำมาตย์ 1,000 คน ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองกบิลพัสด์ ฝ่ายอำมาตย์ทั้งหลายเมื่อมาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วได้สดับพระธรรมเทศนาต่างได้ บรรลุเป็นพระอรหันต์ ขอบรรพชาอุปสมบท ไม่กลับไปกรุงกบิลพัสด์ตามภาระหน้าที่ที่ได้รับมา พระเจ้าสุทโธทนะได้สั่งอำมาตย์ อีก 1,000 คน ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าอีก เหตุการณ์ก็เป็นเช่นเดิม ทุกคนบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วไม่กลับกรุงกบิลพัสด์ ทำเช่นนี้ถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจึงทรงรับสั่งให้กาฬุทายีอำมาตย์ ไปนิมนต์ พระพุทธเจ้า กาฬุทายีอำมาตย์จึงขอพระบรมราชานุญาตบรรพชาอุปสมบทก่อน จึงจะนิมนต์พระพุทธเจ้ากลับมากรุงกบิลพัสด์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงอนุญาต กาฬุทายีจึงพาคณะ 1,000 คน ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา และบรรลุมรรคผลอยู่จำพรรษากับ พระพุทธเจ้าจนครบถ้วนไตรมาศ 3 เดือน แล้วจึงอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสด์ พระพุทธเจ้าทรงใคร่ครวญ แล้วเห็นว่าเป็นธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ในอดีตที่จะต้องไป โปรดประยูรญาติ จึงทรงรับนิมนต์ เมื่อทราบแน่ชัดแล้วกาฬุทายีภิกษุ จึงขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตเดินทางไปเตรียมการล่วงหน้า และเดินทางไปแจ้งข่าวแด่พระเจ้าสุทโธทนะและข้าราชบริพารว่า พระพุทธเจ้า จะเสด็จกรุงกบิลพัสด์ในเดือน 4 นี้ ให้ทุกคนเตรียมชุดรับเสด็จและเครื่องไทยธรรม อาหารบิณฑบาตรและอื่นๆ ไว้รับเสด็จพระพุทธเจ้า พระเจ้าสุทโธทนะรับสั่งให้ จัดทำถนนหนทางปราสาทและซุ้มรับเสด็จทั่วกรุงกบิลพัสด์ พอถึงวันขึ้น1 ค่ำเดือน 4 พระพุทธเจ้าทรงนำพระสงฆ์ออกจากเชตวันวิหารเดินทางไปวันละ 1 โยชน์ เมื่อนำพระสงฆ์ เดินทางถึงกรุงกบิลพัสด์แล้ว บรรดาประชาชนชาวเมือง ต่างชื่นชมยินดีพากันจัดไทยธรรมไว้ถวายเป็นจำนวนมาก ทั้งอาหารบิณฑบาตร ล้วนแต่เป็นสิ่งของพิเศษแปลก ๆ ที่ทุกคนคิดว่า ทำได้ดีที่สุด บางกลุ่มจัดทำต้นเวชยันต์หรือต้นหอโลม ต้นร่ม ต้นธง ต้นจีวร 1,000 ผืน พร้อมทั้งบรรเลง เครื่องดนตรี ดุริยางค์นานาประการรับเสด็จ พระพุทธเจ้า ทุกแห่งหน จัดเป็นงานพิธียิ่งใหญ ่ในการแสดงความยินดีที่ได้รับเสด็จพระพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลนั้นด้วยเหตุนี้ชาวไตจึงพากันจัดงานประเพณีเดือน 4 สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ตัวแทนพระพุทธเจ้า เช่น พระธาตุเจดีย์ก็ดี พระธาตุพุทธรูปก็ดี บรมฉายาลักษณ์เจดีย์ก็ดี ณ ที่ใด ศรัทธาพุทธบริษัท ก็จะพากันไปทำบุญเป็นงานรับเสด็จ พระพุทธเจ้าเช่นในสมัยพระพุทธกาล เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 4 ชาวไตจะไปหาผักส้มป่อย ถือว่าดีเป็นสิริมงคล และเก็บยอดขี้เหล็กมาเป็นอาหาร เชื่อว่าเป็นยา

เดือน 5 ไตเรียกว่า “เหลินห้า” มีปอยเหลินห้า ปอยซางก่าน ปอยจ่าตี่ซาย ตรงกับเดือนเมษายน ภาษาปุ่งนา (ปุโลหิต) เรียกว่า “ มิกซะหย่าสี่ “ ภาษาพม่าเรียกว่า” ตะกูละ “ ธาตุ ประจำเดือนคือ เตโชธาตุ ธาตุไฟ ดอกไม้ประจำราศีคือ ดอกก่ำก่อ (ดอกบุนนาก) เป็นเดือนที่เปลี่ยนศักราชใหม่ ในช่วงนี้จะมีงานปอยจ่าตี่ซาย “เจดีย์ทราย “ ที่วัด จะมีการขนทรายเข้าวัด มีการถวายขนมเทียน ขนมจอก มีการวอนน้ำเจ้าพารา (สรงน้ำพระ) ตลอดจนถึงพระสงฆ์ ขอขมาและดำหัว ผู้เฒ่าผู้แก่ ขอขมาพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการละเล่นต่าง ๆ เช่น เล่นหมากนิม (สะบ้า) หมากขว้าง หมากกอนหมากอิ้นของหนุ่ม ๆ สาว ๆ จะมีการเล่นน้ำสงกรานต์ เหลินห้าปอยซางก่าน ส่วนผู้สูงอายุ ในวันขึ้น 14 – 15 ค่ำ จะพากันไปฟังธรรมจำศีลนอนวัด ถือศีล 8 มีการทำบุญตักบาตรพระ เรื่องที่เป็็นประเพณีกล่าวไว้ว่า ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่ เชตุวันวิหารในกรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ชักชวนข้าราชบริพาร ตระเตรียมไทยธรรมนำไปถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาว่า ในช่วงเทศกาลเปลี่ยนศักราชนี้ ขอให้เชิญชวนกันไปคารวะพระรัตนตรัย และผู้ที่มีพระคุณและพากันไปสรงน้ำพระพุทธรูปรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ เพื่อขอพรปีใหม่ให้มีโชคลาภอยู่เย็นเป็นสุข เจริญด้วยจตุรพิธพร 4 ประการ มีอายุวรรณะ สุขะพละ ปฏิภาณธนสารสมบัติตลอดไป พระพุทธองค์ ์ทรงนำพระสงฆ์ไปสรงน้ำในสระอนปทัตในกลุ่มดอกบัว 5 ประเภท ที่บานสะพรั่งเต็มสระ พอถึงเดือน 5 ชาวประชาจึงพากันทำโกมโบ๋ (โคมรูปดอกบัว)ไปบูชาตามวัดวาอารามต่างๆ ยึดถือเป็นประเพณีสืบกันมา ตราบจนเท่าทุกวันนี้ จากเอกสารโรเนียวเย็บเล่มภาษาไต ชื่อ “หย่าสี่สองเหลินคำ “ เขียนโดยเจเรแสงเฮิงบ้านแม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าเดือน 5 เป็นวาระการเปลี่ยนศักราช เนื่องจากธิดาท้าวมหาพรหม เปลี่ยนวาระอุ้มเศียรบิดา ไว้ในแต่ละปี ตามตำนานเล่าว่า หลังจากเกิดโลกาวินาศไฟประลัยกัลป์ล้างโลก น้ำท่วมโลก แล้วมีดอกบัว 5 ดอก ผุดขึ้นที่กลางสระใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของภัทรกัลป์นี้ ในกัลป์นี้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ 5 พระองค์และในดอกบัว 5 ดอก มีจีวร 5 ชุดพระพรหมได้ลงมาอัญเชิญจีวรทั้ง 5 ชุดขึ้นไปไว้ในพรหมโลก เมื่อถึงเวลาที่พระพุทธเจ้าแต่ละองค์มาตรัสรู้ ท้าวมหาพรหมและคณะจะนำผ้าจีวรลงมาถวายตามลำดับ และขณะนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปแล้ว 4 พระองค์ คือ พระศรีอาริยเมตไตย ซึ่งมาตรัสรู้ต่อจากยุคพระโคดมพุทธเจ้า บรรดาพระพรหมที่ลงมาในมนุษย์โลกมาได้สูดกลิ่นดินหอมแล้ว เกิดความพอใจพากันขุดมาชิมดู หลังจากชิมดินหอมแล้ว ทำให้วิชาญาณ(เหาะเหินเดินอากาศ)เสื่อมไม่สามารถเหาะกลับไปสู่พรหมโลกได้ จึงอาศัยอยู่ในมนุษย์โลกต่อมาจนถึงปัจจุบัน เหล่าพรหมและเทวดาได้ประชุมปรึกษาเรื่องวิธีการกำหนดราศีฤดูกาล และพิจารณาหาผู้ที่มีความสามารถกำหนดราศีฤดูกาลได้ ซึ่งท้าวมหาพรหมได้รับอาสาเป็นผู้จัดทำ พร้อมกับสัญญาว่าหาก ไม่สามารถทำให้สำเร็จก็จะให้ศีรษะเป็นประกัน ต่อมาเมื่อไม่สามารถกำหนดราศีฤดูกาลให้ดีทัดเทียมกันได้พระอินทร์จึงขอให้ ศาสดาพยากรณ์ (งะพอหมอกยาม) กำหนดฤดูกาลเป็นฤดูร้อน ฝน หนาว ซึ่งเป็นฤดูกาลตราบจนถึงปัจจุบัน พระอินทร์จึงบอกธิดาทั้ง 7 ของท้าวมหาพรหมว่า ใครสามารถตัดศีรษะของท้าวมหาพรหมได้ จะอภิเษกยกขึ้นเป็นอัครมเหสี ธิดา 6 องค์ไม่สามารถทำได้ แต่ธิดาองค์สุดท้าย(วันเสาร์) ได้ใช้เส้นผมขึงกับโครงไม้ ทำเป็นเลื่อยใช้เลื่อยคอของท้าวมหาพรหมจนขาด พอขาดแล้วนำไปไว้ที่ไหนก็ไม่ได้ ไว้ในน้ำก็น้ำจะแห้ง ไว้บนบกก็เกิดไฟไหม้ จำเป็นที่ธิดาทั้ง 7 จะต้องผลัดเปลี่ยนกันกูนศีรษะของบิดาไว้คนละ 1 ปี หมุนเวียนกันไว้คนละ 1 ปี หมุนเวียนกันไปตลอดกาล พอถึงเดือน 5 ของแต่ละปีก็จะเปลี่ยนกันครั้งหนึ่ง ธิดาองค์ที่หมดภารกิจก็จะถือโอกาส ล้างมือ อาบน้ำ ซักผ้า สระผม ให้สดชื่น หลังจากที่รับภารกิจมานาน เป็นเวลาแรมปี ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นประเพณีว่า พอถึงเดือน 5 เปลี่ยนศักราชใหม่ จะพากันอาบน้ำชำระร่างกาย สระผม ปัดกวาดทำความสะอาดบ้านเรือน ในโอกาสขึ้นปีใหม่ให้เป็นกรณีพิเศษ สำหรับตัวท้าวมหาพรหมนั้น พระอินทร์ได้ทูลถามมารดาของท้าวมหาพรหมว่า จะสามารถหาศีรษะของใครมาต่อแทนได้ มารดาตอบว่าศีรษะของใครอะไรก็ได้ที่นอนหันหัวไปทางทิศเหนือ พระพรหมาและเทวดาทั้งหลายจึงพากันลงมายังโลกมนุษย์ และได้พบช้างตัวหนึ่งกำลังนอนหันหัวไปทางทิศเหนือ จึงตัดหัวช้างนั้น นำไปต่อกับตัวของท้าวมหาพรหม ทำให้ท้าวมหาพรหมฟื้นคืนชีพ และได้รับขนานนามว่า “ มหาปิงแน “ (พระพิฆเนศร) ส่วนตัวช้างก็ได้นำฟืนมาก่อกองไฟสุมฌาปนกิจจนเสร็จกิจ เหล่าพระพรหมและเทวดาทั้งหลายได้ประชุมปรึกษากันว่า บาปที่ตัดเศียรพระมหาพรหมนี้จะตกแก่ใคร พระอินทร์ตอบว่า ตกแก่ชาวเมืองทั้งหลาย เพราะชาวเมืองอยู่ใต้อิทธิพล ของดวงดาว ชะตาราศีฤดูกาลและถามต่อไปว่า หากต้องไถ่บาปจะต้องทำอย่างไรบ้าง พระอินทร์ตอบว่า ต้องพากันก่อเจดีย์ทรายถวายน้ำ ถวายดอกไม้ สรงน้ำพระพุทธรูป และพระสงฆ์ให้ทำขนมไปทำบุญ ผู้เฒ่าผู้แก่ และพระสงฆ์ผู้ทรงศีล อธิษฐานขอให้พ้นจากบาป และได้รับความสุข ความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงเกิดมีประเพณีรดน้ำดำหัว คารวะผูเฒ่าผู้แก่ ทำขนมประเพณีแจกจ่ายและถวายพระสงฆ์สืบกันมาจนทุกวันนี้ เสร็จจากงานสงกรานต์ จะมีการประกอบพิธีทำบุญหมู่บ้านเรียกว่า “ งานวานปะลีก “ โดยนิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์สี่มุมเมือง ชาวบ้านจะนำน้ำขมิ้นส้มป่อยพร้อมทั้งไม้ดอกทำเป็นตาแหลวใบหนามเล็บแมว ใบผักกุ่ม ใบปานแข ใบถั่วแระ โดยนำใบหญ้าคามาทำเป็นเชือก สำหรับ นำไปแขวนไว้ที่ประตูบ้าน ในขณะที่ทำพิธีจะมีคนนำตาแหลวไปปักไว ้ที่หัวบ้าน ท้ายบ้าน ห้ามคนในออก ห้ามคนนอกเข้า เมื่อพิธีเสร็จจะยิงปืน เป็นสัญญาณให้รู้ทั่วกัน และจะมีเครื่องเซ่นใส่กระธงใหญ่ เรียกว่า “สะตวง“ นำส่งทั้งสี่ทิศ ประเพณีเดือน 5 นอกจากจะมีการวานปะลีกแล้ว จะมีการนำน้ำขมิ้นส้มป่อยไปรดน้ำศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและขอขมา มีการรวบเงินภายในหมู่บ้านเพื่อทำกิจกรรมขอขมาศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เรียกว่า “ เงินอ่านแต็ก “ จะทำปีละครั้ง

เดือน 6 ไตเรียกว่า “ เหลินหก “ มีงานประเพณีปอยจ่าตี่หรือกองมูทราย ปอยบอกไฟ ปอยซอมต่อโหลง(มธุปายาส) ภาษาปุ่งนา(ปุโรหิต) เรียกว่า “ ปักซะหย่าสี่ “ ภาษาพม่าเรียกว่า “ กะส่งละ “ ธาตุประจำเดือน คือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน เป็นเดือนที่มีลักษณะแข็ง ดอกไม้ประจำราศี คือ ดอกจำปาโหลง หรือ ดอกจำแป่(ดอกลั่นทม) ดอกก้านง้อก(ดอกซ่อนกลิ่น) งานทำบุญใน วันเพ็ญเดือน 6 วันวิสาขบูชาจะมีการถวายเจดีย์ทราย ไตเรียกว่า “ปอยจ่าตี่ซาย” มีการแจกข้าวห่อแล้วมีการจุดบ้องไฟ ตอนเช้าจะมีการ ถวายข้าวมธุยาวาส คนไตเรียกว่า “ซอมต่อหลวง” คือ ถือถวายข้าว 49 ก้อน ถือว่า ได้บุญมาก ได้อานิสงค์ “อะกโยก้ำฮองแสนก่ำผ่า” (อานิสงค์ 1 แสนกัลป์)ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ธรรมะ หรือลีกโหลงเรื่อง นางโทมถามโผ ในวันเดือนเพ็ญนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ไปจำศีลแปด นอนวัดฟังธรรม เรียกว่า “ถ่อมลีก” ที่วัด เรื่องราวประเพณีระบุไว้ว่า ในเมืองสี่โห(เมืองสิงหลหรือเมืองลังกา) มีมานพผู้ยากเข็ญคนหนึ่งหาเลี้ยงชีพ โดยการหาฟืน หาใบตองขาย พอถึงวันเพ็ญเดือน 6 ก็ห่อข้าวเข้าป่า หาฟืนหาใบตองตามปกติ เมื่อเดินไปถึงฝั่งลำธารแห่งหนึ่ง จึงนั่งพักและฉุกคิดขึ้นมาว่า ชาตินี้ เกิดเป็นคนก็เป็นคนเสียเปล่า ๆ ไม่เคยทำบุญสุนทานสักอย่าง ที่จะเป็นปัจจัย ส่งผลให้เสวยสุขในชาติหน้า วันนี้ก็เป็นวันเดือนเพ็ญควรที่เราจะได้ทำบุญ สักอย่างหนึ่งจะดีกว่า คิดได้ดังนี้จึงวางสัมภาระลง ไปตักทรายที่ฝั่งลำธาร มากองก่อเป็นรูปเจดีย์ เสาะหาดอกไม้ในป่ามาประดับตกแต่งให้สวยงาม ตัดไม้ไผ่มาจักตอกสานเป็นราชวัตร ขัดเป็นสี่เหลี่ยมกั้นเป็นชั้น ๆ เหมือนเจดีย์ เสร็จแล้วแก้ห่อข้าวออกมาแบ่งเป็นสามส่วน ส่วนที่ 1 นำถวายเป็นพุทธบูชา ส่วนที่ถวายเป็นสังฆบูชานี้ เมื่อเสร็จสิ้น การถวายแล้วก็นำไปวางไว้ให้กากิน เมื่อทำบุญถวายทานเสร็จแล้ว เกิดปิติซาบซึ้งในการกระทำของตนเอง จึงร้องรำทำเพลง ฟ้อนไปรอบ ๆ เจดีย์ทรายอยู่คนเดียวในป่า เมื่อหมดวันก็กลับบ้าน ตั้งแต่นั้นมา ชายทุคคตะคนนี้นึกถึงบุญที่ได้ทำในวันนั้นก็รู้สึกปิติเป็นสุขทุกครั้ง ต่อมาถึงคราวที่ต้องถึงแก่ชีวิตก็ป่วยเป็นโรครุนแรง เมื่อใกล้จะตาย ก็พอดีเป็นวันที่ขุนหอคำ(กษัตริย์) ครองเมืองสี่โห่และนางมิพญา (พระมเหสี) ทรงช้างเสด็จมาเลียบนครได้เสด็จผ่านถึงกระตอบที่อยู่ของทุคคตะคนนี้พอดี และชายทุคคตะก็มองเห็นพระมหากษัตริย์และพระมเหสีที่ทรงช้างเสด็จมาใกล้ที่ อยู่ของแกเกิดอุปทานขึ้นในใจใคร่จะเกิดเป็นพระโอรสของพระราชา พร้อมกันนั้นก็สิ้นใจไปในทันที และได้ไปจุติปฏิสนธิในครรภ์พระมเหสี พอเติบใหญ่ก็ได้สืบราชสมบัติแทนพระบิดา อยู่มาวันหนึ่งได้นิมนต์พระอรหันต์ มาเทศนาในพระบรมราชวัง ในขณะที่ฟังพระธรรมเทศนาอยู่นั้น เกิดศรัทธา จะถวายผ้าสไบค่าควรแสนทองคำที่พระองค์ทรงห่มอยู่เป็นเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ แต่ก็ไม่ได้ตัดสินใจได้ทันที ครั้งที่หนึ่งก็แล้ว ครั้งที่สองก็แล้ว ครั้งที่สามก็แล้ว ยังไม่อาจตัดสินใจละทิ้งความเสียดายได้ เป็นเจตนาศรัทธา ที่ยืดๆ หดๆ อยู่ไม่อาจให้สำเร็จอย่างแท้จริงได้ พอดีมีกาสองตัวผัวเมียบินมาจับอยู่ บนกิ่งมะขามตรงหน้าต่าง กามองเห็นและทราบเจตนาของพระราชา กาตัวผู้จึงพูดกับกาตัวเมียว่า พระราชานี้ด้วยเหตุที่เป็นคนยากจนเข็ญใจ ได้เกิดเป็นพระราชาจึงไม่อาจตัดสินใจถวายสิ่งที่มีค่าสูง แม้มีเจตนาศรัทธา ก็ตามหากพระองค์ถวายในครางที่มีเจตนาครั้งแรกก้จะได้เสวยผล 8 ประการ พระราชาได้ยินคำสนทนาของกาสองผัวเมียและรู้ภาษากา จึงได้ชื่อว่า ”กากะหวุ่นถิยะ” (กากวจนวิญญูผู้รู้คำพูดกา) พระราชาก็ทรงพระสรวลออกมา พระอรหันต์จึงทูลถามเหตุที่พระราชาทรงพระสรงลนั้นพระราชาก็นมัสการเรื่องราว ตามที่ กาสองตัวผัวเมียพูด พระอรหันต์ผู้เป็นประธานจึงถวายพระพรว่า จริงแล้วมหาบพิตร กาทั้งสองนี้ชาติก่อนก็เป็นกาเช่นเดียวกัน เป็นบริวารของมหาบพิตรได้รับทางของมหาบพิตร(ตอนที่ถวายเจดีย์ทรายได้นำข้าว ส่วนนี้เป็นสังฆบูชาไปวางไว้ให้กากิน) พระราชาจึงตัดสินใจถวายผ้าสไบค่าควร แสนทองคำ บูชาพระธรรมเทศนา เมื่อละจากพบนั้นก็จุติเสวยผลบุญในสรวงสวรรค์ไป ๆ มา ๆ ระหว่างสวรรค์และมนุษย์อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เกิดกลอุบายใด ๆ เลย ด้วยเหตุนี้พอถึงเดือน 6 ชาวไตในกลุ่มพุทธศาสนิกชน จึงพากันทำบุญก่อเจดีย์ทรายถวายห่อข้าวห่อแกงเป็นประเพณีมาจนตราบเท่าทุก วันนี้ สำหรับเนื้อเรื่องจากเอกสาร “หย่าสี่สิบสิงเหลินคำ” โดยเจเรแสงเฮิง กล่าวไว้ว่า เดือน 6 เป็นเดือนที่เกษตรกรเริ่มปลูกพืชผักนานาชนิดและเป็นเดือนที่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ในเดือนนี้ด้วยตำนานกล่าวว่า พอถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 พระพุทธเจ้าได้เกิดนิมิตต่าง ๆ นานาที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช้าตรู่วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 พระองค์ทรงออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ หลังจากนั้นก็ได้เสด็จไปประทับนั่งพักที่ใต้ต้นไทรใกล้ชานเมือง ในโอกาสเดียวกันนางสุชาดา ธิดาของเศรษฐีมีความปรารถนาอยากมีบุตร ในวันขึ้น 14 ค่ำ ได้ตระเตรียมอาหารพิเศษเป็นเครื่องบูชาเทพารักษ์ นั้นคือข้าวหุงด้วยนมเนย อย่างดี ตามตำนานพรรณนาวิธีการไว้ว่าใช้นมที่บีบจากแม่วัว 1,000 ตัว ป้อนให้วัว 500 ตัวดื่ม และบีบจากวัว 500 ตัว ป้อนวัวตัวต่อ ๆ ไป บีบป้อนไปเรื่อย ๆ จนเหลือวัวตัวเดียว และบีบน้ำนมจากวัวตัวสุดท้าย เพื่อใช้เป็นนมหุงข้าวต้มเนยครั้งนี้ ในขณะที่หุงข้าวนมเนยนั้น ก็มีเทวดาเจ้าที่เจ้าทางมาช่วยกันปรุงแต่งรสชาติให้วิเศษยิ่งขึ้น สมเป็นภัตราหารมื้อแรกที่จะทำให้มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นในโลก พอหุงข้าวได้ที่แล้วจึงปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าไข่นกยูงจำนวน 50 ก้อน แล้วจึงสั่งสาวใช้ไปกวาดทำความสะอาดใต้ต้นไทรใหญ่ สาวใช้ได้เห็น พระพุทธเจ้าที่โคนต้นไทรในตอนเช้ามืด เข้าใจว่าเทพารักษ์ประจำต้นไทร แสดงอภินิหารให้ปรากฏ จึงได้รีบกลับมาแจ้งข่าวแก่นางสุชาดา ฝ่ายนางสุชาดารู้สึกปราบปลื้มดีใจเป็นอย่างยิ่งรีบหอบถาดทองคำใส่ข้าวนมเนย ไปยังต้นไทรใหญ่ พอถึงรีบถวายแด่พระพุทธเจ้าพร้อมอธิษฐานบนบานขอให้ได้บุตรที่ดีงามและรู้สึก ชื่นชมยินดีกลับบ้านด้วยหัวใจที่เปลี่ยมล้นด้วยความหวัง หลังจากที่นางสุชาดาได้กลับไปแล้ว พระพุทธเจ้าได้นั่งตรองว่า นางนี้ได้ถวายข้าวหุงด้วยนมเนย(มธุปายาส) โดยอุทิศต่อเทวดา ผู้รักษาต้นไทร จึงนำเอาข้าวก้อนหนึ่งวางไว้ที่ง่ามไม้ไทร ส่วนที่เหลือ 49 ก้อนในถาดทอง พระพุทธองค์ทรงนำไปยังฝั่งแม่น้ำ เหน่หลิ่นจะหย่า (เนรัญชรา) ล้างหน้าล้างตา แล้วนั่งลงฉันด้วยความเอร็ดอร่อยจนหมดทั้ง 49 ก้อน ฉันเสร็จแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างยิ่ง ได้ตั้งอธิษฐานไว้ว่า หากจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ขอให้ถาดทองคำนี้ ลอยมุดลงไปซ้อนกับถาดทองของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ที่ตรัสรู้ไปก่อนล่วงหน้า พร้อมกันนั้นก็ลอยถาดทองลงไปในน้ำ ถาดทองก็ลอยทวนน้ำขึ้นไปหมุนมุดลงไปซ้อนกับถาดทองของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนตาม คำอธิษฐาน เสียงกระทบของถาดทองนั้นดังก้องสะท้อนเข้าหูพญานาคที่นอนขดตัวครอบโลกไว้ ทำให้ตกใจตื่นฟื้นตัวขึ้นพร้อมกับบ่นว่าเพิ่งนอนไปไม่ทันอิ่ม มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกแล้ว อาการตกใจตื่นฟื้นตัวของพญานาคนี้รุนแรง จนทำให้เกิดแผ่นดินไหวครงใหญ่เป็นสัญญาณให้ชาวโลกรู้ว่า มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกอีกองค์หนึ่งแล้ว เมื่อเสร็จภารกิจเช้าแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จพระราชดำเนินไปหาที่สงบ เพื่อบำเพ็ญ สมณธรรมระหว่างทางได้มีคนเลี้ยงม้า ถวายหญ้าแพรก (ตามพุทธประวัติเป็นหญ้าคา) 8 กำมือ พระองค์รับแล้วเสด็จ พระราชดำเนินต่อไปจนถึงต้นโพธิ์ใหญ่ ใช้กญ้าแพรกปูลาดใต้ต้นโพธิ์ ทำเป็นบัลลังก์นั่งบำเพ็ญสมณธรรมหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทำจิตใจให้มั่นไม่สั่นไหว พร้อมอธิษฐานว่า ะไม่ลุกไปไหนถ้าไม่บรรลุอตมธรรม ด้วยเหตุนี้ศาสนิกชนชาวไต จึงได้ถือเป็นประเพณีการทำบุญ ถวายซอมต่อโหลง 49 ก้อน (ข้าวมธุปายาส) ในวันเพ็ญเดือน 6 สืบต่อมาจนถึงปัจจุ

เดือน 7 ชาวไต เรียกว่า “เหลินเจ็ด” เป็นเดือนที่ชาวนาเตรียมทำนา ตอกฝาย ลางห้อง ภาษาปุ่งนา (ปุโรหิต) เรียกว่า “เหม่ถุงหย่าสี่” ตรงกับเดือนมิถุนายน ภาษาพม่าเรียกว่า “นหยุ่นละ” ธาตุประจำเดือน คือ วาโยธาตุ ธาตุลม เป็นเดือนที่มีลมแรง ดอกไม้ประจำราศี คือดอกเข้าแตกโหลง (ดอกมะลิใหญ่) เป็นเดือนที่พระสงฆ์จัดให้มีจ่าแมปอย (ปุจฉา – วิสัชนา) ศึกษาค้นคว้า ซักถามในเรื่องพระธรรมคำสอน และวิชาการต่าง ๆ ตามเอกสารเจเรแสงเฮิงกล่าวว่า เดือน 7 เป็นเดือนที่ พระพุทธเจ้าทรงไตร่ตรองในหลักโมกขธรรมที่จริงตรัสรู้ โดยเฉพาะหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นวัฏจักรของสังสารวัฏ จนถึงหลักความจริงแห่งความหลุดพ้น 4 ประการ (อริยสัจจ์ 4) ตลอดเดือน 7 นี้ เป็นเดือนแห่งการทบทวนหลักโมกขธรรมของพระพุทธเจ้า เดือนนี้ชาวนาเตรียมตัวทำนากัน มีการตอกฝาย “ทำเหมืองฝาย” ลางห้อ “ขุดรอกร่องน้ำ” เพื่อทดน้ำเข้ามา จึงว่างเว้นจากงานประเพณี

เดือน 8 ชาวไตเรียกว่า “เหลินแปด” ภาษาปุ่งนา(ปุโรหิต) เรียกว่า “กะระกัดหย่าสี่” ตรงกับเดือนกรกฎาคม ภาษาพม่าเรียกว่า “หว่าเสื่อละ” ธาตุประจำเดือน คือ อาโปธาตุ ธาตุน้ำ เป็นเดือนที่มีน้ำมาก ดอกประจำราศี คือ ดอกสะระพีเล็ก (ดอกสารภี) เป็นฤดูที่มีการบรรพชาอุปสมบทกันมาก เป็นเดือนที่พระสงฆ์ ์อธิษฐานอยู่จำพรรษา เดือนนี้วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันอาส่าฬหบูชา ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมจักร ดังนั้น ตามประเพณีไต ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดถึงผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมจะพากันไปจำศีลที่วัดที่เรียกว่า กำศีลนอนจอง ซึ่งจะไปปฏิบัติในวันพระตลอดฤดูเข้าพรรษา 3 เดือน ในขณะเดียวกันชาวไตจะมีการทำบุญในวันโกนวันพระเรียกว่า “ปอยจ่ากะ” จะมีเจ้าภาพจัดงานตีฆ้องกลองก้นยาวนำดอกไม้ ยารักษาโรค ตลอดถึง น้ำส้มน้ำหวาน ไปถวายพระและผู้ที่จำศีลที่เรียกว่า “พ่อศีล แม่ศีล” พร้อมกับขอนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ สามเณรและเชิญผู้ที่จำศีล ไปรับประทาน อาหารเช้าในรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งบางทีวันรุ่งขึ้นจะมีการแจกข้าวห่อแก่ผู้จำ ศีล เรียกว่า “หลู่ปอยจากะ”ทำทานงานปอยจากะ เรื่องราวบ่อเกิดประเพณีกล่าวว่า ตอนที่พระพุทธเจ้า ได้ประทับนั่งบนบัลลังก์ที่ตรัสรู้นั้นเป็นวันเพ็ญเดือน 6 ระหว่างเดือน 6 แรม 7 ค่ำ จนถึงวันเดือน 7 นั้น เป็นระยะที่พระพุทธองค์ทรงเสวยวิมุตติสุข พอถึงวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 พระองค์เสด็จไปยังมิกกะดุหวุ่น (มฤคทายวัน) ใช้เวลาเดินทาง 10 วัน ถึงวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 ก็เทศนาธรรมจักกะหย่า (ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร) วัน 15 ค่ำ เทศนาโปรด ก่อนติงยะ (โกญทัญญะ) วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เทศนาโปรด วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัลสชิ ตามลำดับ ในป๊ะทะมะหว่า(ปฐมพรรษา) พระพุทธองค์อยู่จำพรรษาในมฤคทายวัน พอถึงพรรษาที่ 2 พระพุทธองค์ทรงบัญญัติการเข้าพรรษา ไว้ให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษา ไม่ไปค้างคืนที่อื่นตลอดจนครบถ้วน 3 เดือน ส่วนศรัทธาอุบาสก อุบาสิกาก็ได้ถือศีลภาวนาในพรรษาตามพระสงฆ์ไปด้วย ฉะนั้นเดือน 8 จึงเป็นเดือนที่พระสงฆ์อธิษฐานเข้าพรรษา

เดือน 9 ชาวไตเรียกว่า “เหลินเก้า” ภาษาปุ่งนา(ปุโรหิต) เรียกว่า “สินมะหย่าสี่” ตรงกับเดือนสิหาคม ภาษาพม่าเรียกว่า “คยองสะ” ธาตุประจำเดือน คือ เดโชธาตุ เป็นเดือนที่มีอากาศร้อนเล็กน้อย ดอกประจำราศี คือ ดอกคะต่อโหลง (ภาษาถิ่น) เป็นเดือนที่ทำสลากภัต

เดือนตุลาคม (คนไทยใหญ่ เรียก เดือนสิบเอ็ด) มีงานประเพณี แฮนซอมโก่จา คืองานทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้ยังมี งานออกหว่า คืองาน ออกพรรษา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า งานจองพารา ตอนกลางคืนมีการแห่ จองพารา หรือปราสาทพระ ไปถวายวัด หรือประดับ บูชาไว้หน้าบ้าน เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ครอบครัว ในเทศกาลนี้มีการละเล่นและฟ้อนรำ ซึ่งส่วนใหญ่จะฟ้อนรำเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น รำนก รำกิ่งกะหล่า(นกในนิยานเก่าแก่คนไต คล้ายกับกินรีของไทย) ก้าโต (รำสิงโตหรือเชิดสิงโต

  1. การแต่งกาย

การแต่งกายของสตรีชาวไทใหญ่ นิยมสวมเสื้อป้ายข้างและเป็นผ้าที่นุ่มบาง เพื่อความสบายในการสวมใส่ ทรงผมที่ทำนิยมรวบเป็นมวยขึ้น กดส่วนบนให้แบนลงคล้ายกล่องข้าว ผ้าซิ่นที่สวมใสจะนิยมซิ่นที่ได้อิทธิพลจากชาวไทใหญ่ในดินแดนพม่า อาทิ ซิ่นอินเล ซึ่งเป็นซิ่นที่มีลวดลาย และการทอเป็นแบบมัดหมี่ตามแบบฉบับของชาวอินเล

การแต่งกายของบุรุษไทใหญ่ นิยมสวมเสื้อไตหรือเสื้อผ่าหน้ามีกระดุมจีนประกอบกันเป็นคู่ๆ ตลอดแถว นิยมสวมเสื้อสีอ่อนซ้อนทับข้างในบ้างในโอกาสที่สำคัญ เคียนหัวและพันเอวด้วยผ้าสีอ่อน อาทิสีชมพู สีขาว เป็นต้น

  1. อาหาร

อาหารของชาวไทใหญ่ ส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากพม่าและบางส่วนของชาวไทยวนภาคเหนือนั่นเอง และมีหลายชนิดที่เป็นของชาวไทใหญ่เอง โดยเฉพาะถั่วเน่า (ถั่วเหลือง) ที่ทำออกมาหลายชนิด มีตัวอย่างอาหารของชาวไทใหญ่พอสังเขป ดังนี้

         1) ถั่วเน่าแข็บ 

เป็นเครื่องปรุงอาหารชนิดหนึ่งของชาวไทใหญ่ และแพร่กระจายในเขตล้านนา ทำโดยการนำถั่วเหลืองมาต้มเปื่อยหมักไว้ประมาณ 3 วัน ให้ขึ้นราเล็กน้อย นำมาโขลกให้ละเอียด เช่นเดียวกับถั่วเน่าเมอะ แต่ถั่วเน่าแข็บ เป็นการนำเอาถั่วเหลืองต้มเปื่อยโขลก มาทำเป็นแผ่นกลมๆ บาง ขนาดกว้างประมาณ 3-4 นิ้ว นำไปตากแดดให้แห้ง ใช้ในการปรุงอาหารอย่างกะปิ

ถั่วเน่าเป็นอาหารและเครื่องปรุงหลักของอาหารของชาวไทใหญ่ ใส่ในแกงผัก น้ำพริก มีรสชาติคล้ายกับกะปิ ทำจากถั่วเหลืองที่ต้มจนเปื่อยแล้วนำมาหมัก ถือเป็นภูมิปัญญาแบบท้องถิ่นในการที่จะถนอมอาหารยืดอายุของอาหารทำให้เก็บไว้กินได้นานขึ้น แต่เดิมคนไทใหญ่จะทำถั่วเน่ากินเอง โดยต้มถั่วเหลืองแล้วนำมาหมักจนเปื่อย เรียกว่าถั่วเน่าซา โขลกถั่วเน่าซาให้ละเอียด ห่อด้วยใบตองแล้วนำไปนึ่งหรือย่าง จะเรียกถั่วเน่าเมอะ หรือนำไปกดเป็นแผ่นแบนๆ นำไปตากแห้งเรียก ถั่วเน่าแข็บ ถั่วเน่าจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงหลักร่วมกับกะปิและเกลือในการปรุงอาหารต่างๆ ของชาวไทใหญ่ ต่อมาเมื่อความเจริญเข้ามาถึงชาวไทใหญ่ เริ่มมีสินค้าจากภายนอกรวมถึงผงชูรสเข้ามาถึงครัวเรือนของเช้าไทใหญ่ แต่ถั่วเน่าก็ยังคงเป็นเครื่องปรุงหลักที่ใช้ร่วมกับผงชูรส และเป็นที่นิยมแพร่หลายออกไปมากขึ้น

ปัจจุบันการผลิตถั่วเน่าจะใช้วิธีที่ทันสมัยทำให้ได้ปริมาณที่มากขึ้น สะอาด และมีคุณค่าทางอาหารมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ถึงแม้ว่าชาวไทใหญ่และกลุ่มผู้บริโภคอื่นๆ จะไม่ได้ทำถั่วเน่ากินเองแล้วเพราะสามารถหาซื้อได้ง่าย แต่ถั่วเน่าก็ยังเป็นอาหารที่ยังคงมีติดบ้านอยู่ในทุกครัวเรือนถือเป็นอาหารแห่งชาติพันธุ์ของชาวไทใหญ่

       2) ไก่อุ๊บ

รสชาติของแกงชนิดนี้ประมาณพะแนงผสมกับแกงเผ็ด ปะปนแกงกระหรี่เล็กน้อย คำว่า “อุ๊บ” คือ การนำเอาไปอบ แล้วเอาฝาปิดไว้ ไก่อุ๊บมีลักษณะ แกงขลุกขลิก เวลาทำเลือกเนื้อไก่น่อง อก เอามาผัดกับน้ำพริกที่มีส่วนผสมของ หอมแดง หอมขาว ถั่วเน่าย่าง พริกแห้ง กะปิ ตะไคร้ ขิง มะเขือเทศลูกเล็ก เกลือ ขมิ้น รากผักชี ใบผักชี ตำให้เข้ากัน

อาหารชนิดนี้มีเรื่องราวที่มาที่ไปเป็นอย่างไรไม่ปรากฏชัด หลายตำราสันนิษฐานพอสังเขป คือ ทางภาคเหนือบางส่วน ทางทิศตะวันตกหรือล้านนาตะวันตก เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน และด้านตะวันตกของจังหวัดตาก ได้แก่ อำเภอแม่สอด  แม่ระมาด  ท่าสองยาง อุ้มผางนอกเหนือจากที่จะมีอาหารคล้ายกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคเหนือแล้ว ยังมีอาหารพื้นเมืองหลายอย่างที่แตกต่างไปจากพื้นที่อื่นอีกด้วยเนื่องจากเป็นพื้นที่ต่อเนื่องจากชายแดนประเทศพม่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น ชาวพม่า  ชนชาวไทยใหญ่
บังคลาเทศ แขกปาทาน จีนยูนนาน หรือ (จีนฮ่อ) กระเหรี่ยง และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ลักษณะที่แตกต่างเด่นชัดก็คือ นิยมรับประทานข้าวสวยอาหารประเภทแกงที่ใส่น้ำมันพืชจำนวนมากใส่น้ำมันมาก ๆ แต่ไม่ใช่แกงกะทิ[โอนุ] เครื่องปรุงรสจะเป็น หอมแดง พริกกระเหรี่ยงบางตำรามีส่วนผสมของกะปิเจ หรือที่พม่าเรียกว่า (งาปี) และที่ขาดไม่ได้ คือ ถั่วเน่าอันเป็นที่นิยม

      3) ถั่วพูอุ่น

ถั่วพูอุ่น คือ ซุปข้นถั่วลูกไก่ (Chick Pea) ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวและยอดถั่วลันเตา  เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวไทยใหญ่ ถั่วพูอุ่น อาหารชาวไทยใหญ่ มีที่แม่ฮ่องสอนและที่พม่า วิธีทำจะนำเม็ดถั่วพูไปแช่น้ำไว้ก่อน 1 คืน นำมาบดให้ละเอียด เป็นซุปข้น ปรุงด้วยผงขมิ้นเวลาทาน เอาเส้นก๋วยเตี๋ยวลวก ยอดถั่วลันเตาลวด ตักซุปถั่วพูราด โรยหน้าด้วย ข้าวแรมฟืนทอดแม่ค้าลวก ยอดถั่วลันเตาในหม้อถั่วพูอุ่น

      4) ข่างปอง

ข่างปอง เป็นอาหารเหนือซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากไทใหญ่และพม่า เป็นการนำเอาพืชผักต่างๆ มาหั่นเป็นเส้นๆแล้ว ชุบแป้ง ที่ผสมเครื่องปรุง ตามแต่ละท้องถิ่น วัตถุดิบที่นำมาทอด เช่น มะละกอ หัวปลี หอมทอด และ ฟักทอง

      5) น้ำพริกอุ๊บ

น้ำพริกอุ๊บ นับเป็นน้ำพริกที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชุมชนชาวไทใหญ่ โดยเฉพาะในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลักษณะเด่นของน้ำพริกอุ๊บ คือ มีส่วนประกอบจากถั่วเน่าแผ่น และมีสีส้มของสีมะเขือเทศ ที่เคี่ยวจนเป็นน้ำขลุกขลิก มีน้ำมันลอยหน้าเล็กน้อย

      6) แกงฮังเล

แกงฮังเล เชื่อกันว่าเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า ในสมัยอดีตเป็นแกงของไทใหญ่ จัดเป็นอาหารยอดนิยมอันดับต้นๆ ของชาวไทใหญ่ ถือว่าเป็นอาหารมงคลชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังมีวัตถุดิบในการปรุงที่มีราคาสูง คือ จะทำด้วยเนื้อหมูสามชั้น นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมากและมีวิธีทำที่ซับซ้อนกินเวลานานมาก ชาวบ้านจึงนิยมเอาไปถวายพระเนื่องในโอกาสวันสำคัญต่างๆ

      7) ข้าวเส้นโก้

ข้าวเส้นโก้ หรือ ขนมจีนยำ แบบไทใหญ่ เป็นอาหารพื้นเมืองท้องถิ่น ของชาวไทใหญ่ ประกอบด้วย เส้นขนมจีน นำมาคลุกเคล้ากับน้ำมันกระเทียมเจียว ผักชี ปรุงรสด้วยเกลือ และพริก เป็นอาหารพื้นบ้านแบบดั้งเดิม

  1. อ้างอิง

จำลอง ทองดี.  แผ่นดินไทยใหญ่. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : หนังสือพิมพ์ผู้นำการเมือง, 2539.

ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ และนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว. ลับลมปมชาติ. กรุงเทพฯ : openbooks, ๒๕๔๘.

ธวัชัย ราชคม.  นวัตกรรมและการสืบสานประเพณีชาวไทใหญ่ ของเยาวชนบ้านแม่ลาน้อย.

(https://b0m2006.wordpress.com/category/) สืบค้นเมื่อ วันที่ 10 มิถุนายน 2562

นวลแก้ว บูรพวัฒน์. “สมเด็จพระนเรศวรฯ กับชนกลุ่มน้อย,” ใน จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำ

วันที่ 16 พฤษภาคม 2548.

นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว. สมเด็จพระนเรศวรฯ กับคนไทใหญ่ ความสัมพันธ์ชั้นเจ้าที่ต่างเล็งขับไล่พม่า. วารสาร

ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2548. เผยแพร่ทางเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 25

เมษายน พ.ศ.2562

ปราณี ศิริธร. สารัตถคดีเหนือแคว้นแดนสยาม. เชียงใหม่ : ลานนาสาร, 2528.

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับที่เป็นสมบัติของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอ. พระนคร :

ก้าวหน้า, 2507.

วันดี สันติวุฒิเมธี. กระบวนการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของชาวไทใหญ่ชายแดนไทย-พม่า กรณีศึกษา :

         หมู่บ้านเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ของคณะสังคมวิทยาและ

มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2545.

สมพงษ์ วิทยศักดิ์พันธุ์.  ประวัติศาสตร์ไทใหญ่.  กรุงเทพฯ :  สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด, 2544.

อานันท์ กาญจนพันธุ์ และ ชัยพงษ์ สำเนียง.  พื้นที่ชีวิตแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ : การสร้างตัวตนและ

          ความเป็นพลเมืองในพื้นที่วัฒนธรรม. ในวารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 28 ฉบับที่ 1 / 2559

(เดือนมกราคม – มิถุนายน), คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

http://www.taiyai.org (สืบค้นเมื่อ วันที่ 10 มิถุนายน 2562)

สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ –> ไทใหญ่

 

You may also like...