เผ่าจ้วง

เผ่าจ้วง

ผศ. ดร. สมหวัง อินทร์ไชย

ผู้เรียบเรียง

   1. ประวัติศาสตร์ความเป็นมา

   ชาวจ้วงมีประวัติความเป็นมาค่อนข้างยาวนาน นับย้อนไปไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท โดยมีหลักฐานทางโบราณคดี เช่น ภาพเขียนโบราณที่ผาลาย กลองมโหระทึก นอกจากนี้ ในยุคชุนชิว และ จ้านกว๋อ ชาวจ้วงเริ่มใช้เครื่องมือโลหะทองแดง ทำให้เกิดการยกระดับปริมาณการผลิตทางการเกษตรขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใน ปี พ.ศ. 2536 มีการขุดพบซากมนุษย์ยุคหินเก่าในบริเวณมณฑลกว่างซี มีอายุประมาณ 50,000 ปี ผลการศึกษาซากมนุษย์โบราณ พบว่า มีโครงกระดูกคล้ายกับชาวจ้วงในปัจจุบัน จากหลักฐานทางโบราณคดีดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นว่า ชาวจ้วงอยู่ในสถานที่เดิมเป็นหลักแหล่ง ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

   ชาวจ้วงวิวัฒนาการมาจากชนร้อยเผ่าที่ชื่อ ป่ายเยว่ (百越 bǎiyuè) ในอาณาจักรจีนสมัยโบราณ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มชนชื่อ ซีหว่า (西瓯 Xī’ōu) ลั่วเยว่ (骆越 Luòyuè) ในสมัยโจว กลุ่มชนชื่อเหลียว   (僚 Liáo) หลี่ (俚 Lǐ) เหนียวหู่ (鸟浒 Niǎohǔ) ในสมัยฮั่น ถัง และกลุ่มชนชื่อถง (僮 Tónɡ) ถู่ (土 Tǔ) ในสมัยซ่ง ก่อนที่ราชวงศ์ฉินจะเรืองอำนาจเข้าปกครองหลิ่งหนาน (岭南 Lǐngnán) มีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ที่หลิ่งหนานอยู่ก่อนแล้ว (ปัจจุบัน คือ มณฑลกว่างตงและกว่างซี) ชนกลุ่มนี้เป็นชนกลุ่มย่อยในกลุ่มชนร้อยเผ่าสองกลุ่ม คือ ซีหว่าและลั่วเยว่

   ประมาณ 221 ปี ก่อนคริสตกาล (พ.ศ. 324) หลังจากที่จิ๋นซีรวบรวมดินแดนหกประเทศ (六国Liùɡuó) แล้ว ก็ได้ส่งกองกำลังห้ากองเข้าประชิดหลิ่งหนานเพื่อทำศึกกับชาวซีหว่าจนได้รับชัยชนะ จากนั้นก็ได้รวบเอาหลิ่งหนานเข้ามาอยู่ในอาณาเขต แล้วก่อตั้งเป็นเมืองกุ้ยหลินและหนานห่าย ขึ้นตรงต่ออำนาจของราชสำนักส่วนกลาง นอกจากนี้ยังส่งคนงานเข้าสู่กว่างซีเพื่อก่อสร้างคลองเชื่อมระหว่างแม่น้ำเซียง (湘江 Xiāngjiāng) กับแม่น้ำหลี (漓江 Líjiāng) แม่น้ำแยงซี (长江 Chángjiāng)เชื่อมกับแม่น้ำจู (珠江 Zhūjiāng) จากนั้นอพยพประชาชนชาวฮั่นระลอกใหญ่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่รวมกับชนชาวหว่าและลั่วเยว่ ชนกลุ่มนี้มีสายสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันด้วยการแต่งงาน

   นับแต่สมัยฮั่นจนถึงต้นสมัยถัง เกิดสายตระกูลขึ้นในชุมชนชาวจ้วงหลายแซ่ เช่น ที่เมืองพานหยวี (番禺 Pānyú) มีแซ่ หลวี่ (吕 Lǚ) เกา (高 Gāo) ที่เหอผู่ (合浦 Hépǔ) มีแซ่ เสี่ยน (冼 Xiǎn) ที่ชินโจว (钦州 Qīnzhōu) มีแซ่หนิง (宁 Níng) บันทึกสมัยนั้นเรียกแซ่เหล่านี้ว่าแซ่ของชนป่ายเยว่ ในสมัยถังทางการแบ่งหลิ่งหนานเป็นสองส่วน คือ ฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออก ก่อตั้งเป็นห้าจังหวัด ในแต่ละจังหวัดแบ่งเป็นห้าอำเภอ ในจำนวนนี้อำเภอกุ้ย (桂 Guì) ยง (邕 Yōng) หรง (容 Róng) คือ บริเวณที่บรรพบุรุษชาวจ้วงตั้งถิ่นฐานอยู่ ในสมัยซ่ง หยวน หมิง และ ชิง ราชสำนักเข้มงวดกับการปกครองเมืองหลิ่งหนาน โดยกำหนดให้เป็นเมืองประเทศราชของจีน ชาวจ้วงถูกกดขี่รังแกเยี่ยงทาสจนเกิดการลุกขึ้นต่อต้านบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยได้รับชัยชนะเลยสักครั้ง ซ้ำร้ายยังถูกปราบปรามจากทางการอย่างหนักหน่วง ในยุคที่ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นรุกรานจีน ชาวจ้วงได้ต่อต้านผู้รุกรานเพื่อปกป้องชุมชนของตน นับเป็นคุณูปการแก่ประเทศจีนอย่างใหญ่หลวง

   ชาวจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยในจีนที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด ในบรรดาชนกลุ่มน้อยทั้งหมด ปัจจุบันมีถิ่นฐานอยู่ที่เขตปกครองตนเองเผ่าจ้วงมณฑลกว่างซี เขตปกครองตนเองเผ่าจ้วง และเผ่าเหมียว มณฑลยูนนาน และมีส่วนน้อยกระจายอยู่ในบริเวณต่างๆ ของมณฑลกว่างตง หูหนาน กุ้ยโจว และเสฉวน จากการสำรวจจำนวนประชากรครั้งที่ 5 ของจีนในปี ค.ศ. 2000 ชนกลุ่มน้อยเผ่าจ้วง มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 16,178,811 คน พูดภาษาจ้วง จัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต สาขาภาษาจ้วง-ต้ง แขนงภาษาจ้วง-ไต ในสมัยซ่งใต้มีการใช้ภาษาเขียนที่เป็นอักษรจีนแบบเหลี่ยม แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ส่วนมากใช้สำหรับจดชื่อสถานที่ เขียนเพลงกลอน และบันทึกเรื่องราว

   จ้วง หรือ ปู้จ้วง จีนตัวย่อ: 壮族; จีนตัวเต็ม: 壯族; พินอิน: Zhuàngzú; เวด-ไจลส์: Chuang4-tsu2) เป็นกลุ่มชนในกลุ่มชาติพันธุ์ขร้า-ไท ชาวจ้วงเพิ่งยอมรับคำว่า จ้วง เป็นชื่อชนชาติ เมื่อทางการจีนใช้คำเขียนใหม่ที่มีความหมายในทางที่ดีขึ้น เพราะในสมัยราชวงศ์ซ้อง คำว่า จ้วง (僮) ใช้เรียกทหารที่เป็นจ้วง สมัยราชวงศ์หยวน ใช้ตัวอักษรจีน ที่แปลว่า ปะทะ สมัยราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิง จนถึงสมัยก๊กมินตั๋ง เปลี่ยนอักษรตัวแรกเป็นความหมายว่า “สัตว์” (獞) แม้คำว่า “จ้วง” จะเป็นคำที่คนเผ่าอื่นโดยเฉพาะชาวฮั่นเรียกขานมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ชอบคำเรียกตนเองเช่นนี้ เพราะต่างรู้ว่าหมายถึงอะไร จึงเรียกตนเองว่า “ปู้จ้วง” และเรียกด้วยชื่อดั้งเดิมต่างๆ กัน ตามท้องถิ่นของตน โดยใช้คำว่า “ปู้” หรือ “ผู้” นำหน้า เช่น

   ปู้หนง (布侬 Bùnóng) ปู้ถู่ (布 土Bùtǔ) ปู้ย่าง (布样 Bùyàng) ปู้ปาน (布斑 Bùbān) ปู้เยว่ (布越 Bùyuè) ปู้น่า (布那 Bùnà) หนงอาน (侬安 Nóng’ān) ปู้เพียน (布偏 Bùpiān) ถูหล่าว (土佬 Tǔlǎo) เกาหลาน (高栏 Gāolán) ปู้ม่าน (布曼 Bùmàn) ปู้ต้าย (布岱 Bùdài) ปู้หมิ่น (布敏 Bùmǐn) ปู้หลง (布陇 Bùlǒng) ปู้ตง   (布东 Bùdōng) เป็นต้น

คำว่า “ปู้” หรือ “ผู้” มีความหมายว่า “คน” น่าเชื่อว่า เป็นปฏิกิริยาโต้กลับที่ถูกชาวฮั่นดูหมิ่นดูถูกว่า “ไม่ใช่คน” หรือ “พวกป่าเถื่อน”

   หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รวมเรียกชื่อชนเผ่านี้ว่า “ถง” (僮族 Tóng Zú) ต่อมาในปี ค.ศ. 1965 (พ.ศ. 2508) รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนชื่อเรียกชนกลุ่มนี้เป็น “จ้วง” (壮 Zhuàng) ตามข้อเสนอของโจวเอินหลาย (周恩来 Zhōu Ēnlái) โดยเปลี่ยนอักษรตัวแรกให้มีความหมายว่าเติบโตและแข็งแรง ส่วนอักษรตัวที่สองใช้แทนเสียงว่า “จ้วง” เหมือนเดิม (壯/壮) แล้วมีมติให้ใช้ชื่อ “จ้วง” เป็นชื่อกลุ่มชนชาตินี้อย่างเป็นทางการ ทำให้ชื่ออื่นๆ ค่อยๆ เลือนหายไป แต่บางกลุ่มก็ยังยืนยันชื่อเดิมของตนอย่างเป็นทางการ เช่น ปู้ไท หรือ ผู้ไท บางกลุ่มไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ก็เรียกขานกลุ่มของตนเองอยู่ เช่น ปู้ต้ง หรือ ผู้ต้ง

   ปัจจุบันชาวจ้วงจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้สองกลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มจ้วงเหนือ และจ้วงใต้ จ้วงเหนืออยู่ที่เหนือของเขตปกครองตนเองกวางสีจ้วง เป็นกลุ่มที่ใหญ่ ส่วนจ้วงใต้อยู่ทางใต้เป็นกลุ่มเล็กกว่า

   ชาวจ้วงที่อยู่บนเขาเรียกว่า ชาวจ้วงเสื้อดำ ซึ่งกระจายอยู่ในอำเภอน่าโพ มีประมาณ 6 หมื่นคน ชาวจ้วงเสื้อดำเห็นว่าสีดำเป็นสีที่สวยงาม สีดำจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของชนชาติ

   2. ด้านเศรษฐกิจและสังคม

   ด้านเศรษฐกิจและสังคม เริ่มตั้งแต่นับพันปีเป็นต้นมา บรรพบุรุษชาวจ้วงเริ่มรู้จักใช้และทำเครื่องมือที่ทำจากหินเช่น ขวานหิน มีดหิน เสียมหินแล้ว เครื่องมือดังกล่าวใช้ในการล่าสัตว์และทำการเกษตร ในสมัยฉินและฮั่น ชาวจ้วงที่อาศัยอยู่บริเวณทางตะวันออกของกว่างซีเริ่มเพาะปลูกข้าวแล้ว เริ่มมีการใช้แรงงานสัตว์จำพวกวัวควายและใช้เครื่องมือเหล็กในการทำนาด้วย นับเป็นกลุ่มชนที่มีวิวัฒนาการการเพาะปลูกและการผลิตสูงมากกลุ่มหนึ่งในยุคนั้น หลังจากสมัยสุยและถัง ชาวจ้วงเริ่มใช้ไถเหล็กและไถคราดเหล็กแบบเหยียบ เริ่มรู้จักใช้แร่ธาตุธรรมชาติ ตีเหล็ก พัฒนาการทอผ้า และงานหัตถกรรมอื่นๆ ในสมัยหมิงผลผลิตจากชุมชนชาวจ้วงส่งเลี้ยงผู้คนในประเทศไปทั่วสารทิศ ถึงสมัยชิงการผลิตของชาวจ้วงพัฒนาจนเท่าเทียมกับชาวฮั่น แต่ในยุคกว๋อหมินตั่งไม่ได้ให้ความสนใจการพัฒนาการผลิตและอาชีพของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนชาวจ้วงพัฒนาไปอย่างช้าๆ หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ชุมชนชาวจ้วงเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ รัฐบาลให้อำนาจในการปกครองตนเองแก่ชนกลุ่มน้อย ชุมชนชาวจ้วงได้รับการก่อตั้งให้เป็นเขตปกครองตนเองหลายแห่ง โดยในปี ค.ศ. 1952 ก่อตั้งเขตปกครองตนเองชาวจ้วงขึ้นที่ เมืองกุ้ยซี มณฑลกว่างซี (广西省桂西壮族自治区 Guǎngxīshěng Guìxī Zhuàng Zú zìzhìqū) รวมอาณาเขตถึง 41 อำเภอ ปี 1958 ก่อตั้งเขตปกครองตนเองชาวจ้วงชาวเหมียวขึ้นที่เมืองเหวินซาน มณฑลยูนนาน (云南省文山壮族苗族自治州 Yúnnán shěng Wénshān Zhuàng Zú Miáo Zú zìzhì zhōu) ปี 1962 ก่อตั้งอำเภอปกครองตนเองชาวจ้วงชาวเหยาขึ้นที่อำเภอเหลียนซาน มณฑลกว่างตง (广东省连山壮族瑶族自治县 Guǎngdōngshěng Liánshān Zhuàng Zú Yáo Zú zìzhìxiàn) ภายใต้ความร่วมมืออันดีของชาวจ้วง และการสนับสนุนของรัฐบาลกิจการด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิตในชุมชนชาวจ้วงพัฒนารุดหน้าไปมาก นอกจากนี้กิจการด้านการศึกษา สาธารณสุข การคมนาคม การสื่อสารก็ได้รับการเอาใจใส่และยกระดับขึ้น นำความอยู่ดีกินดีและสภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาสู่ชุมชนชาวจ้วง มีการทำการค้าทั้งกับในและต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจของชุมชนชาวจ้วงมีความเจริญก้าวหน้าและขยายวงกว้างอย่างไม่หยุดยั้ง

   2. ภาษา

   นักวิชาการจีนแบ่งภาษาจ้วงในมณฑลกว่างซีออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ภาษาจ้วงเหนือกับภาษาจ้วงใต้ ทั้ง 2 กลุ่มมีทั้งลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน และมีทั้งส่วนที่คล้ายคลึงกัน คือ 1) ภาษาจ้วงเหนือ มีขอบเขตกว้างขวางอยู่ทางเหนือของมณฑลกวางสี มีผู้พูดมากกว่ากลุ่มภาษาจ้วงใต้ แต่ในกลุ่มภาษาจ้วงเหนือเองยังมีความแตกต่างเรื่องเสียงวรรณยุกต์ เสียงพยัญชนะ และเสียงสระ จึงแยกเป็นภาษาถิ่นย่อยๆ ได้อีก 7 กลุ่ม มีชื่อเรียกต่างๆ กันไปตามท้องถิ่นนั้นๆ 2) ภาษาจ้วงใต้ มีขอบเขตแคบๆ อยู่ทางใต้ของมณฑลกวางสี มีผู้พูดน้อยกว่ากลุ่มภาษาจ้วงเหนือ แต่มีความแตกต่างของภาษาถิ่นมากกว่า จึงแยกเป็นภาษาถิ่นย่อยๆ ได้อีก 5 กลุ่ม มีชื่อเรียกต่างๆ กันไปตามท้องถิ่นนั้นๆ

   แต่ด้านไวยากรณ์แทบไม่มีความแตกต่างกัน สำเนียงจ้วงเหนือมีผู้ใช้จำนวนร้อยละ 80 ของประชากร และหากเปรียบเทียบคำศัพท์ระหว่างจ้วงเหนือและจ้วงใต้ก็จะพบคำศัพท์ที่ใช้เหมือนกันถึงร้อยละ 60

   เดิมภาษาจ้วงมีอักษรของตนเองที่สร้างตามแบบอักษรฮั่นที่เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 เรียกว่า สือดิบผู้จ่อง ( ) รัฐบาลจีนพัฒนาระบบการเขียนอักษรภาษาจ้วงขึ้นใหม่ ที่พื้นฐานมาจากอักษรละตินในช่วงตอนกลางทศวรรษที่ 1950 และต่อมาได้กำหนดให้อักษรดังกล่าวเป็นอักษรของชนชาติจ้วงตามกฎหมาย ด้วยเหตุที่มีผู้ใช้ภาษาจ้วงเหนือมากกว่าจ้วงใต้ จึงใช้ภาษาจ้วงเหนือเป็นภาษาพื้นฐาน และถือสำเนียงจ้วงเหนือที่อำเภออู่หมิงเป็นสำเนียงมาตรฐานมาใช้สร้างตัวหนังสือจ้วง

อันดับที่ จ้วงเหนือ

(อู่หมิง)

จ้วงใต้

(เต๋อป่าว-จิ้งซี)

ภาษาไทย

(กรุงเทพฯ)

1 ปอ ปอ พ่อ
2 แม่ แม่ แม่
3 หร่าน หรู่ง บ้านเรือน
4 หว่าย หว่าย ควาย
5 ด๊าด ดู๊ด ร้อน
6 ตั๋งหง่อน ทาหวัน ตะวัน
7 ล่อง, เดื๋อน ห้าย เดือน
8 ฟ้า บ๋นฟ้า ฟ้า
9 ตา ตา แม่น้ำ
10 ไจ๋หน่า ไถหน่า ไถนา


แม้ว่าภาษาจ้วงจะจัดอยู่ในตระกูลภาษาขร้า-ไท แต่ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากภาษาจีนถิ่นตะวันตกเฉียงใต้ ชาวจ้วงเองซึ่งอยู่ต่างพื้นที่กัน มักใช้ภาษาจีนกลาง หรือจีนกวางตุ้งเป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารกันระหว่างกลุ่ม จากการสำรวจในปี ค.ศ. 1980 พบว่า ชาวจ้วงร้อยละ 42 ยังคงใช้ภาษาจ้วงเป็นภาษาแม่ ขณะเดียวกันก็มีชาวจ้วงที่ใช้สองภาษา คือ จีนและจ้วง มีถึงร้อยละ 55 ขณะที่การศึกษาภาคบังคับของชาวจ้วงในเขตปกครองตนเองกว่างซี เป็นแบบสองภาษา คือ จีนกลาง และจ้วง โดยมุ่งเน้นการอ่านออกเขียนได้ในภาษาจ้วงขั้นต้นเท่านั้น

   ภาษาจ้วง ตระกูลไทยเก่าแก่ที่สุด แต่นักวิชาการทางภาษาศาสตร์ยืนยันว่า “คนจ้วง” ไม่ใช่ “คนไทย” แม้ว่าจ้วงกับไทยพูดจาด้วยภาษาคล้ายคลึงกัน หรือตระกูลเดียวกัน เพราะโดยทางชีววิทยาแล้ว เผ่าพันธุ์ไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดเลยกับภาษา ซึ่งภาษาสามารถแพร่กระจายไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยกลไกของประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นการย้ายถิ่น แม้ในภาษาจ้วงจะมีคำว่า “ไต” แต่ไม่ได้มีความหมายเหมือนคำว่า “ไทย” ในประเทศไทย ในภาษาจ้วงเป็นคำนำหน้าชื่อหมู่บ้านที่นิยมใช้กันมากในมณฑลกวางตุ้งและกวางสีในแผนที่ของราชการที่รัฐบาลของราชวงศ์เช็งตอนหลังมีชื่อทางภูมิศาสตร์กว่า 1,000 ชื่อในมณฑลกวางตุ้งที่มีคำว่า “ไต” นำหน้า เช่น ไตฟู ไตเหลือง และไตลำ ส่วนในมณฑลกวางสีมีชื่อเช่นนี้กว่า 800 ชื่อ เช่น ไตยาว ไตกอง และไตเหลือง

   คำว่า “ไต” ในภาษาจ้วงเมื่อเขียนด้วยตัวอักษรจีน แปลว่า “ใหญ่” แต่ในภาษาพูดของจ้วงแปลว่า “แผ่นดิน” หรือ “คนพื้นเมือง” “ไตเหลือง” เป็นชื่อสถานที่ จึงพบมากในมณฑลกวางตุ้งและกวางสี ในภาษาจ้วงแปลว่าดินแดนของชาวจ้วงเหลือง ทั้งนี้ เพราะในสมัยโบราณ ชาวจ้วงแบ่งแยกกันออกเป็น 5 สาขาใหญ่ๆ ตามสีของเครื่องแต่งกาย (คือ ไตแดง ไตเหลือง ไตขาว ไตดำ และไตลาย) ชื่อภูมิสถานที่มีใช้อยู่ว่า ไตหยั่น ไต่ฮน ไตลาว และไตคุน เหล่านี้ทุกชื่อล้วนแปลความว่า “คนไต” และคำว่า “คนไต” นั้นก็หมายความว่า “คนพื้นเมือง” หรือ “คนของแผ่นดิน” แต่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลกวางสี ชาวจ้วงไม่เรียกแผ่นดิน (land) หรือดิน (earth) หรือชาวพื้นเมือง (ative) ด้วยคำว่า “ไต” แต่ชาวจ้วงถิ่นนี้ใช้คำว่า “ดิน” (Din) เพื่อแสดงความหมายอย่างเดียวกัน

   ฉะนั้น ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลกวางสี (รวมทั้งตะวันตกเฉียงใต้สุดของมณฑลกวางตุ้ง) จึงพบว่า มีชื่อที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ดิน” อยู่ทั่วไป เช่น ใช้คำว่า “ดินเหลือง” แทนคำว่า “ไตเหลือง” ฯลฯ นอกจากนี้ ในหลายอำเภอของมณฑลกวางสีใช้คำว่า “ที่” แทนคำว่า “ไต” และ “ดิน” เช่น ใช้คำว่า “ที่เหลือง” แทนคำว่า “ไตเหลือง” กับ “ดินเหลือง” คำว่า “ที่” ตรงกับ “ตี้” ในภาษาจีนกลาง แปลว่าแผ่นดินหรือชาวท้องถิ่นพื้นเมือง คำว่าไต-ดิน-ที่ ทั้งหมดจึงมีความหมายอย่างเดียวกันว่า แผ่นดิน หรือชาวพื้นเมือง

      3. ศิลปะ ประเพณี และวัฒนธรรม

          3.1 ด้านศิลปวัฒนธรรม

   ชาวจ้วงที่อาศัยอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำได้รับขนานนามว่า “รมย์” ส่วนที่อาศัยอยู่ทางฝั่งซ้ายได้รับขนานนามว่า “กลอน” ซึ่งหมายความว่า ชาวจ้วงช่ำชองการร้องรำทำเพลง รักชีวิตที่สนุกสนานรื่นรมย์ ดังจะเห็นว่าชาวจ้วงมีเทศกาลร้องรำทำเพลงที่จัดเป็นประจำทุกปี เรียกเทศกาลนี้ว่า “ตลาดนัดจำเรียง” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 3 เดือน 3 ของทุกปี มีชาวจ้วงจากทั่วสารทิศนับพันนับหมื่นมาร่วมกันขับลำนำรำฟ้อนกัน เนื้อหาของเพลงชาวจ้วงมีหลากหลาย เช่น เพลงเชื้อเชิญ เพลงวิงวอน เพลงโต้ เพลงยกย่อง เพลงส่ง เพลงลา เพลงไล่ เพลงรับ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ชาวจ้วงจึงได้รับการขนานนามว่า “เทพแห่งบทเพลง” ในงานตลาดนัดจำเรียงนี้ชาวจ้วงยังมีกิจกรรมรื่นเริงและมีอาหารการกินอีกมากมาย ที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์คือ “ข้าวเบญจรงค์” คือธัญพืชห้าสี การกินข้าวเบญจรงค์ก็หมายถึงการอวยพรให้การเพาะปลูกธัญพืชต่างๆได้ผลผลิตที่ดีนั่นเอง ในงานเทศกาลนี้ชาวจ้วงที่ยูนนานจะนำสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้านหัตถกรรมต่างๆมาแลกเปลี่ยนกันด้วย งานนี้จัดขึ้นในเดือนสามซึ่งเป็นฤดูกาลเริ่มเพาะปลูก การจัดงานนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่จะมาถึง ตั้งแต่สมัยถังเป็นต้นมาชาวจ้วงก็เริ่มมีการเต้นรำแล้ว ความจริงมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่เริ่มมาชัดเจนเอาในสมัยถังนี่เอง ระบำที่มีชื่อเสียงเช่น ระบำตำข้าว ในสมัยซ่งประดิษฐ์ระบำขึ้นอีกหลายระบำ เช่น ระบำเก็บชา ระบำช้อนกุ้ง ระบำวัว เป็นต้น ท่วงท่าการเต้นระบำของฝ่ายชายมีท่าทีหนักแน่นทรงพลัง ฝ่ายหญิงอ่อนช้อยนุ่มนวล ระบำดังกล่าวสืบทอดมาจนปัจจุบัน ในสมัยฮั่น ชาวจ้วงได้รับอิทธิพลด้านนาฏศิลป์การแสดงของชาวฮั่นผสมผสานกับศิลปะดนตรีและการเต้นรำของตน เกิดมีการแสดงอุปรากรจ้วงและละครหุ่นไม้จ้วงขึ้น อุปรากรจ้วงยังแบ่งเป็น อุปรากรจ้วงเหนือ (北路壮剧 Běi lù Zhuàngjù) ได้รับความนิยมมากในกลุ่มชนชาวจ้วงแถบเมืองเถียนหลิน (田林 Tiánlín) ซีหลิน (西林 Xīlín) ป่ายเซ่อ (百色 Bǎisè) อุปรากรจ้วงใต้ (南路壮剧 Nánlù Zhuàngjù) ได้รับความนิยมแถบเมืองเต๋อป่าว (德保 Débǎo) ชิงซี (青西 Qīngxī) เครื่องดนตรีของชาวจ้วงมีซอกะโหลกน้ำเต้า ซอกระดูกม้า ขลุ่ย พิณสามสาย ซอเอ้อร์หู โหม่ง ฆ้อง กลอง เป็นต้น

         3.2 ด้านศาสนาและความเชื่อ

   ชาวจ้วงไม่มีศาสนาหรือองค์กรทางศาสนาที่จัดตั้งเป็นเอกภาพ สิ่งที่ชาวจ้วงนับถือจึงเป็นสภาวะ “กึ่งบุพกาล” ที่สำคัญคือ ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าจำนวนหลายองค์, ลัทธิเต๋า, ไสยศาสตร์ และลัทธิซือกง (ลัทธิที่ดัดแปลงโดยชาวจ้วง)

   ชาวจ้วงนับถือเทพหลายองค์ และไม่ได้นับถือศาสนาหรือเทพเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ชาวจ้วงถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างมี “วิญญาณ” ชาวจ้วงนับถือธรรมชาติ บรรพบุรุษ และภาพสัญลักษณ์ เช่น หากจะจับปลาจับกุ้งก็จะต้องไหว้เทพเจ้าแม่น้ำก่อนทอดแห หรือหากจะตัดต้นไม้ต้องไหว้เทพเจ้าภูเขาหรือต้นไม้เสียก่อน เป็นต้น หากมนุษย์ทำการล่วงละเมิด เทพเจ้าก็จะแสดงอิทธิฤทธิ์ทันที ทำให้มนุษย์เกรงกลัวเทพเจ้า หากไปล่วงละเมิดต่อเทพเจ้าองค์ใดมา ก็ต้องรีบยกข้าวปลาอาหารและเหล้า เงินกระดาษและธูปไปไหว้ทันที เพื่ออ้อนวอนให้ยกโทษและคุ้มครองตน

   สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการนับถือบรรพบุรุษ ชาวจ้วงเชื่อว่าคนมีวิญญาณ คนตายไปแล้วแต่วิญญาณยังไม่ตาย เมื่อมีคนตายแล้วถ้ามีพ่อหมอมาสวดให้วิญญาณพ้นทุกข์ วิญญาณก็จะผ่านสะพานไน่ฮ้อไปยังเมืองผีที่อยู่ดีกินดีและเป็นผีบรรพบุรุษที่คุ้มครองลูกหลาน ตรงกันข้ามถ้าหากไม่มีพ่อหมอมาสวดหรือตายนอกบ้าน วิญญาณจะผ่านสะพานไน่ฮ้อหรือไปปรโลกไม่ได้ ก็จะกลายเป็นผีเร่ร่อนทำร้ายลูกหลานของตนแทน

   ดังนั้น บ้านของชาวจ้วงทุกครอบครัวจึงมีแท่นบูชาบรรพบุรุษในห้องโถง กลางแท่นจะมีกระดาษสีแดงเขียนชื่อบรรพบุรุษทุกยุคทุกสมัยและตั้งป้ายเอาไว้ ข้างล่างวางกระถางธูปคอยเซ่นไหว้เสมอ ยามซื้อของดี ๆ, ฆ่าสัตว์, กลั่นเหล้าหรือทำข้าวต้มมัด ก็จะต้องจุดธูปบูชาเสียก่อนจึงจะกินได้

   ส่วนลัทธิซือกง เป็นลัทธิที่เกิดขึ้นจากจารีตของชาวจ้วงเอง และมีระเบียบของบังคับที่ค่อนข้างมั่นคง แต่ไม่มีองค์กรหรือศาลเจ้าที่เป็นเอกภาพ หน่วยจัดตั้งของลัทธิดังกล่าวเป็นกลุ่มกระจายเป็นหน่วยย่อย ๆ เรียกว่า ซือถาน แต่ละถานจะมีอาจารย์ผู้ปกครองถานเป็นผู้ควบคุมการไหว้ และการประกอบพิธีต่าง ๆ ผู้ที่เข้ารับนับถือซือกงต้องผ่านการไหว้ครูและรับศีล ท่องคัมภีร์ซือกง หัดรำและศิลปะกายกรรมครึ่งปีขึ้นไป เมื่อสำเร็จก็จะเป็นซือกงอย่างเป็นทางการ มีสถานที่ชุมนุมเรียกว่า หอซือ มีบ้านเฉพาะและมีนาให้เช่า ซึ่งเงินค่าเช่านาที่ได้จะนำมาใช้จ่ายของหอซือ ในลัทธิจะมีเทพเจ้าใหญ่ ๆ 36 องค์ เทพเจ้าน้อย 72 องค์ แต่ทางปฏิบัติจะมีมากกว่า 200 องค์ เทพสำคัญคือ พระไตรสรณคมน์, พระตรีภพนาถ, พระภูมิเจ้าที่ นอกจากนี้ยังยืมเทพจากลัทธิเต๋าคือ เทพซานชิง และเล่าจื๊อ ส่วนศาสนาพุทธคือ พระศากยมุนี, พระโพธิสัตว์กวนอิม, พระอรหันต์ และเทพพื้นเมืองทั่วไป เป็นต้น คัมภีร์ทางลัทธิมีกว่า 120 เล่ม บ้างเป็นนิทานวีรบุรุษ บ้างเป็นกลอนธรรมจริยา บ้างเป็นเพลงรัก ส่วนมากเป็นเพลงพื้นเมืองที่เขียนด้วยอักษรจ้วงเก่า

   ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีศาสนาอื่นเผยแผ่เข้ามาในเขตชาวจ้วงบ้าง แต่ก็มิได้มีผลมากมายนัก ชาวจ้วงได้นำหลักการบางอย่างของทุกศาสนามาผสมผสานกับลัทธิเต๋า ไสยศาสตร์ และลัทธิซือกง ดังนั้น ในเขตชาวจ้วงจึงไม่ค่อยปรากฏศาสนสถานเท่าใด

          3.3 ด้านศิลปะหัตถกรรม

   ผ้าแพรของชาวจ้วงงดงามมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ทอขึ้นจากใยสำลีและไหมห้าสี ลวดลายเด่นชัด มีความคงทน ผ้าแพรของชาวจ้วงมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยถังและซ่ง นับเวลากว่าพันปีมาแล้ว จนถึงสมัยชิง วิวัฒนาการการทอผ้าแพรจ้วงเผยแพร่สู่ชุมชนชาวจ้วงทั่วไป กลายมาเป็นสินค้าพื้นเมืองชิ้นเอกของชาวจ้วง หลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน การทอแพรของชาวจ้วงได้รับการสนับสนุนวิทยาการที่ทันสมัย มีการคิดค้นลวดลายใหม่ๆที่งดงามและหลากหลาย การใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ผ้าแพรก็กว้างขวางมากขึ้น แต่เดิมที่ใช้เป็นเสื้อผ้า พัฒนามาเป็นเครื่องประดับตกแต่ง ภาพแขวนผนัง ผ้าม่าน ผ้าคลุมโต๊ะ เตียง โซฟา เป็นต้น ปัจจุบันโรงงานผลิตแพรของชาวจ้วงที่เมืองจิ้งซี (靖西 Jìngxī) ปินหยาง (宾阳 Bīnyáng) ของมณฑลกว่างซี เป็นโรงงานผลิตที่มีชื่อเสียง และส่งออกผ้าแพรจ้วงจำหน่ายไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ

         3.4 ด้านขนบธรรมเนียมประเพณี

            1) ประเพณีสิบสองเดือน

   ชาวจ้วงจะมีประเพณีสิบสองเดือนที่สัมพันธ์กับประเพณีของชาวจีนหรือชาวฮั้น เพราะอยู่ในสังคมจีน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนสิบสองเป็นต้นไป ถือเป็นวันเริ่มต้นของปี ดังนี้

เดือนสิบสอง ประเพณีวันตรุษจีน

เดือนอ้าย ประเพณีเสี่ยงเฮ้ง ไหว้บรรพบุรุษ ไว้เทพเจ้า

เดือนยี่ ประเพณีไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เจ้าที่

เดือนสี่ ปรพะเพณีไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ผีทุ่งนา (แรกนา)

เดือนห้า ไหว้ผีบรรพบุรุษ ไหว้เจ้าที่ป้องกันผีร้าย (ก่อนเข้าฤดูร้อน)

เดือนหก พิธีสู่ขวัญวควาย (คล้ายกับพิธีของกลุ่มไต-ไท)

เดือนเจ็ด พิธีตักน้ำจากแม่น้ำหรือจากบ่อน้ำ พิธีไล่ผีและเซ่นไหว้ผี

เดือนแปด ประเพณีไหว้พระจันทร์ ไหว้เทพเจ้า

เดือนเก้า ประเพณีกินข้าวใหม่ (คล้ายประเพณีกินข้าวใหม่ของไทยวน)

เดือนสิบ เทศกาลขนมจ้างจีน

เดือนสิบเอ็ด ประเพณีเฉลิมฉลองก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

เดือนสิบสอง พิธีส่งเทพเจ้าเตาไฟขึ้นสู่สวรรค์

            2) ประเพณีแต่งงาน

   การแต่งงานของชาวจ้วงแต่เดิมพ่อแม่เป็นผู้จัดการให้ แต่ก่อนการแต่งงานหนุ่มสาวสามารถเลือกคู่คนรักได้โดยอิสระ ยึดถือการมีสามีภรรยาคนเดียว หลังพิธีแต่งงานฝ่ายหญิงกลับไปอยู่บ้านเดิมของตน ไม่ย้ายเข้าบ้านฝ่ายชาย จนถึงเทศกาลสำคัญหรือฤดูการทำนาและฤดูเก็บเกี่ยวจึงจะย้ายมาอยู่บ้านสามี เพื่อช่วยบ้านสามีทำงาน ทำให้ฝ่ายหญิงมีความเป็นอิสระมาก ซึ่งอาจกินเวลานานสามถึงห้าปีก็ได้ ต่อเมื่อตั้งครรภ์จึงจะสามารถเข้ามาเป็นสมาชิกของบ้านฝ่ายชายได้อย่างเต็มตัว ปัจจุบันชุมชนจ้วงบางแห่งยังคงรักษาธรรมเนียมนี้อยู่ ต่อมาชาวจ้วงรู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึงยกเลิกธรรมเนียมนี้ไป โดยให้ฝ่ายหญิงย้ายเข้าบ้านฝ่ายชายหลังจากแต่งงาน ผู้ฝ่าฝืนมีโทษถึงประหารชีวิตเลยทีเดียว

            3) ประเพณีการเกิด

   ชาวจ้างมีประเพณีเกี่ยวกับการเกิดของเด็กทารกคล้ายๆ กับชาวไต-ไททั่วไป เพราะให้ความสำคัญกับเด็กเกิดใหม่มาก ดังนั้น จึงมีขอห้ามและข้ออนุญาติมากมายเช่น เมื่อผู้หญิงที่คลอดลูกอยู่ไฟ จะห้ามไม่ให้คนนอกเข้ามาในห้องนอน ถ้าจะเข้าต้องดื่มเหล้าก่อน ผู้ต้องไม่อาบน้ำ ไม่ซักเสื้อผ้า ถ้าสภาพห้องชื้นต้องเอาถ่านมาวางเพื่อดูดความชื้น รับประทานข้าวเหนียว เนื้อไก่ ซุบไก่ที่ปรุงด้วยขิง งดผักสดและอาหารรสเปรี้ยวและรสเผ็ด

   เมื่อคลอดบุตรในวันแรก ชาวจ้วงจะนำใบส้มโอช่อใหญ่มาปักไว้ข้างประตู บุตรเป็นหญิงให้ปักขาว บุตรเป็นชายให้ปักซ้าย สามวันต่อมา ปู่ย่าตายาย จะมาร่วมดื่มเหล้าแข่ขิงและน้ำตาลแดง เป็นสัญลักษณ์ว่า เด็กและแม่จะมีสุขภาพดีและครอบครัวมีสมาชิกเพิ่มขึ้น เมื่อเด็กอายุครบหนึ่งเดือน มีการเชิญญาติพี่น้องมาฉลอง แสดงความยินดี ปู่ย่าตายต้องนำไก่ เหล้า ผลไม้ และขนามหวานมาให้ เมื่ออายุครบหนึ่งร้อยวัน จึงมีการตั้งชื่อ โดยญาติพี่น้องจะร่วมปรึกษาหารือตั้งชื่อเด็กไม่ให้ซ้ำกับบรรพบุรุษ มีการนำของมาเสี่ยงทาย โดยเอาหัวหมู 1 หัว ไก่ตัวผู้ 3 ตัว ข้าวเหนียวนึ่ง ไข่ไก่ย้อมสี เพื่อขอให้ผีบรรพบุรุษคุ้มครอง เด็กให้มีสุขภาพแข็งแรง พิธีนี้จะมีพ่อมดแม่มดมาเป็นผู้ประกอบพิธีให้ในบ้าน

   ครอบครัวใดมีลูกยากหรือเด็กสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยบ่อยๆ จะถูกนำไปให้เป็นลูกของครอบครัวอื่นที่มีลูกมาก และสุขภาพแข็งแรง มีลักษณะเดียวกันกับพิธีพ่อซื้อแม่ซ้อของไทย

           4) ประเพณีงานศพ

   ประเพณีงานศพของชาวจ้วงจะมี 2 แบบ คือ ฝังกับเผา ในประเพณีเกี่ยวกับการฝังศพ ผู้ที่จะได้รับการฝังต้องมีอายุ 36 ปีขึ้นไปเท่านั้น เพราะเริ่มมีลูกและหลานแล้ว จะมีผู้ประกอบพิธีเซ่นไหว้ให้ คนที่เสียชีวิตอายุต่ำกว่า 36 ไม่นับว่าเป็นปีบรรพบุรุษ ไม่มีการเซ่นไหว้ จึงไม่มีการฝัง ชาวจ้วงจะมีพิธีการฝังศพสองครั้ง การฝังครั้งแรกจะกินเวลาประมาณ 3 ปี เพื่อให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยไปจนเหลือแต่กระดูก เพราะคนจ้วงเชื่อว่า ถ้าเนื้อยังติดกระดูก ผู้ที่เสียชีวิตจะขึ้นสวรรค์ไม่ได้ สำหรับผู้ที่เสียชีวิตด้วยการตายทั้งกลม จะฝังไว้ใต้ต้นกล้วย เพื่อเป็นเคล็ดว่า ชาติหน้าจะมีลูกดกและแข็งแรง การฝังครั้งที่สอง จะมีการขุดกระดูกขึ้นมาเรียงใส่ไหในท่านั่ง ฝังให้หันหน้าเข้ามาให้ลูกหลานกราบไหว้ที่เท้าและเห็นหน้า การเรียงกระดูกต้องทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าเรียงไม่ถูกต้องอาจมีผลทำให้ให้ลูกหลานพิการมือแปเท้าแปได้ การเลือกที่ฝังก็มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน ต้องเชิญหมอดูฮวงซุ้ยมาดูภูมิประเทศ กำหนดทิศทางให้ตามชัยภูมิที่เหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเดือนปีผู้ที่เสียชีวิตด้วย การฝังต้องฝังในวันที่เหมาะสมตามที่หมอดูบอก พิธีฝังศพที่ถูกต้องจะส่งผลให้ลูกหลานประสบความสุข ความเจริญ จากการขุดค้นทางโบราณพบว่า บางครั้งมีการเรียงกระดูในกลองสัมฤทธิ์แล้วฝังเอาไว้ พบมากในเขตภูเขา แสดงว่าธรรมเนียมการฝังศพสองครั้งของชาวจ้องดำเนินมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

   ส่วนประเพณีการเผา นอกจากคนเสียชีวิตที่มีอายุต่ำกว่า 36 ปี แล้ว ผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคภัยหรืออุบัติเหตุนอกบ้าน ถือว่าเป็นการตายที่ไม่ดี จะไม่มีการฝังศพเช่นกัน ชาวจ้วงจะทำพิธีแล้วเผา

         3.5 ด้านโบราณวัตถุและโบราณสถาน

   พบภาพเขียนสีโบราณตามหน้าผาในชุมชนชาวจ้วง ในระยะทางกว่า 200 กิโลเมตรนับตั้งแต่ เมือง หนิงหมิง (宁明 Níngmíng) หลงโจว (龙州 Lóngzhōu) ผิงเสียง (凭祥 Píngxiáng) ฉงจั่ว (崇左 Chóngzuǒ)     ฝูสุย (扶绥 Fúsuí) ของมณฑลกว่างซี มีภาพเขียนสีกว่า 60 กลุ่ม เป็นภาพคน สัตว์และสัญลักษณ์รูปทรงต่างๆ เป็นเครื่องยืนยันได้ถึงอารยธรรม ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและความสามารถด้านจิตรกรรมของบรรพบุรุษชาวจ้วง เนื้อหาของภาพเขียนสีที่พบเป็นการเล่าเรื่องราวการดำรงชีวิต และการปีนขึ้นไปเขียนสีบนหน้าผาสูงชัน ทั้งยังพบว่ากลองมโหระทึกซึ่งถือเป็นสิ่งของล้ำค่าของชาวจ้วง ก็ปรากฏอยู่ในภาพเขียนสีนี้ด้วย

         3.6 ด้านศิลปะการต่อสู้

   ชาวจ้วงมีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน ในสมัยหมิงชาวจ้วงที่เมืองกุ้ยซี (桂西 Guìxī) เมื่อเด็กอายุครบสิบขวบจะต้องฝึกมวยจ้วง ชาวจ้วงเองก็รักและนิยมฝึกมวยนี้เช่นกัน ทุกๆปี เมื่อว่างเว้นจากการเก็บเกี่ยว ชาวจ้วงจะจัดประลองมวยจ้วงขึ้น เพื่อหาผู้ที่มีความสามารถโดดเด่น และยกย่องให้ทำหน้าที่เป็นผู้สืบทอดและสอนมวยจ้วงให้กับชนรุ่นหลังต่อไป

         3.7 บ้านเรือนที่อยู่อาศัย

   บ้านเรือนที่อยู่อาศัยของชาวจ้วงคล้ายคลึงกับชาวฮั่น สร้างบ้านในรั้วรอบ สร้างเป็นบ้านสองชั้น ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ชั้นล่างเป็นคอกเลี้ยงสัตว์และเก็บข้าวของ แต่ในระยะหลังการสร้างบ้านเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยแยกคอกสัตว์ออกจากที่พักอ

    4. การแต่งกาย

   การแต่งกายของชาวจ้วงแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ชาวจ้วงฝั่งภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกว่างซี หญิงสูงอายุสวมเสื้อไม่มีปก ผ่าอกเฉียงไปทางซ้าย ปักลวดลายตามชายขอบของแขนเสื้อ ชายเสื้อ คอเสื้อ สวมกางเกงขากว้าง มีผ้าคาดเอวที่ปักลวดลายสวยงาม และนิยมใส่เครื่องประดับที่ทำจากเงิน ส่วนชาวจ้วงฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของกว่างซี แถบเมืองหลงโจว (龙州 Lónɡzhōu) ผิงเสียง (凭祥 Píngxiáng) หญิงสวมเสื้อสีดำไม่มีปก ผ่าอกเฉียงลงทางซ้าย คลุมด้วยผ้าผืนสี่เหลี่ยมสีดำ สวมกางเกงขายาวและกว้าง สีดำ ส่วนชายสวมเสื้อคอจีนเหมือนอย่างชาวฮั่น ผ้าที่ใช้ตัดเย็บทอด้วยฝีมือชาวจ้วงเอง แต่ปัจจุบันมีผ้าทอด้วยเครื่องจักรแล้ว แต่เดิมชาวจ้วงนิยมหักฟันสองสามซี่แล้วเสริมด้วยฟันทอง นอกจากนี้ยังนิยมสักลวดลายตามร่างกาย แต่ปัจจุบันไม่สู้นิยมนัก

    5. อาหาร

   อาหารการกิน ชาวจ้วงชอบกินอาหารจำพวกของหมักดอง ปลาดิบเป็นอาหารเมนูโปรดของชาวจ้วง อาหารหลักคือข้าวเจ้า และข้าวโพด ในเทศกาลสำคัญใช้แป้งที่โม่จากข้าวเจ้าทำอาหารหลายประเภท หญิงชาวจ้วงนิยมเคี้ยวหมากให้ฟันดำ เพราะเชื่อว่าเป็นความงามและแข็งแรง ในงานแต่งงาน สินสอดที่ขาดมิได้เลยคือ “หมาก”

    6. อ้างอิง

ประวัติศาสตร์จ้วง.  วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. https://th.wikipedia.org/wiki. (3 มิถุนายน 2562)

เมชฌ สอดส่องกฤษ. ภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมจีน (ชนกลุ่มน้อยจ้วง). https://metchs.

blogspot.com. (สืบค้นเมื่อ 3 มิถุนายน 2562)

___________. ภาษาจ้วง : ภาษาไทในประเทศจีนตามทรรศนะของนักวิชาการจีน. วารสานวัฒนธรรม

ปีที่ 16 ฉบับที่ 30 (ก.ค. – ธ.ค. 2558) มหาวิทยาลัยสยาม.

รัตนาพร เศรษฐกุล และ เบ็ญจา อ่อนท้วม.  จ้วง – ไท – ไทย สายใยแห่งวัฒนธรรม. เชียงใหม่ :

มหาวิทยาลัยพายัพ, 2536.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. จ้วงมณฑลกวางสีภาคใต้ของจีน พูดภาษาไต-ไท แต่ไม่ไทย. มติชนออนไลน์.

(สืบค้นเมื่อง 3 มิถุนายน 2562)

สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ –> เผ่าจ้วง

You may also like...