ไทอาหม

ไทอาหม/ไทอัสสัม

ผศ. ดร. สมหวัง อินทร์ไชย

ผู้เรียบเรียง

 

  1. ประวัติศาสตร์ความเป็นมา

ดินแดนที่เป็นรัฐอัสสัม ประเทศอินเดียในปัจจุบันนี้ ในวรรณคดีมหาภารตะกล่าวว่า เป็นดินแดนของแคว้นกามรูป ซึ่งปกครองบริเวณลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร ภูฏานและเบงกอลตะวันออก ในบันทึกของพระถังซำจั๋ง กล่าวถึงกษัตริย์ที่ปกครองดินแดนนี้ว่า นับถือศาสนาฮินดู มีศิลาและแผ่นจารึกแสดงให้เห็นว่ามีราชวงศ์ต่างๆปกครองดินแดนในบริเวณนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-17

ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ไทอาหมซึ่งเป็นชาวไทใหญ่เผ่าหนึ่ง ได้เข้ามารุกรานอัสสัมใน พ.ศ. 1771 สามารถรบชนะชาวเขาและกลุ่มชนที่นับถือศาสนาฮินดูในบริเวณนี้ หลังจากนั้นจึงได้ตั้งอาณาจักรอาหม ในพุทธศตวรรษที่ 21-22 ชาวไทอาหมต้องต่อสู้กับราชวงศ์โมกุลที่ขยายอำนาจมาจากแคว้นเบงกอล ไทอาหมเอาชนะโมกุลได้เด็ดขาดใน พ.ศ. 2225 สามารถรวมบริเวณลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรให้เป็นปึกแผ่น อาณาจักรอาหมเจริญสูงสุดในสมัยของพระเจ้ารุทรสิงห์ ที่เริ่มให้บันทึกอาหมบุราณจี เริ่มติดต่อค้าขายกับทิเบต

“อาหม” (อัสสัม: আহোম; อาโหมะ) หรือ ไทอาหม กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยในรัฐอัสสัมของประเทศอินเดีย เดิมใช้ภาษาอาหม ในกลุ่มภาษาย่อยไท-พายัพ ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มภาษากัม-ไท ตระกูลภาษา ขร้า-ไท แต่ชาวอาหมในปัจจุบันนั้นหันไปใช้ภาษาตระกูลอินโด-ยุโรเปียนแล้ว จนเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 21 ชาวอาหมได้เกิดความสนใจในวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน จึงเกิดความพยายามที่จะศึกษาและฟื้นฟูวัฒนธรรมดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น

ชาวอาหมในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่าชาวไทกลุ่มอื่นที่อพยพมายังอัสสัม ซึ่งในปี ค.ศ. 1990 ชาวอาหมมีจำนวนประชากรราว 2 ล้านคนในรัฐอัสสัม และรัฐอรุณาจัลประเทศ และมีชาวอัสสัมราว 8 ล้านคนที่อ้างว่ามีบรรพบุรุษหรือสืบเชื้อสายมาจากชาวอาหม

ราว พ.ศ. 1763 ใกล้เคียงกับสมัยที่ตั้งอาจักรสุโขทัย ชาวไทพวกหนึ่ง ชื่อว่า “อาหม” ได้อพยพเข้ามาในดินแดนนี้ โดยข้ามภูเขาปาดไก่ทางเหนือของพม่า ไทพวกนี้มาจากอาณาจักรไทโบราณอาณาจักรหนึ่ง เรียกว่า “ปง” คือ โมกอง (เมืองกอง) ในพม่าทางเหนือ และเริ่มประวัติศาสตร์อาหมเมื่อ พ.ศ. 1796 เมื่อเสือก่าฟ้า ปฐมบรมราชวงศ์อาหมได้วางรากฐานในอาณาจักรของพระองค์ ช่วงแรกของชาวอาหมนั้นอพยพมาตามตำนานกล่าวไว้ว่ามีกษัตริย์ 1 พระองค์ ขุนนาง 8 คน ช้าง 2 เชือก และม้าอีก 300 ตัว ประชากร 9,000 คน รวมทั้งสตรี และเด็ก

อาหมเป็นไทพวกเดียวกับไทใหญ่ เมื่อแรกเข้าไป ได้ตั้งภูมิลำเนาลงที่นามรูป และได้พบชนเจ้าของถิ่นสองข้างข้างหนึ่ง คือ ชุติยะซึ่งครองทางตะวันออกของแม่น้ำสุพรรณสิริ อีกข้างหนึ่งมาจากโมราน ยึดครองพื้นที่แม่น้ำทิขุ และแม่น้ำทิหิง พวกอาหมต้องพิพาทกับพวกโมราน และราว พ.ศ. 1779 อาหมจึงตั้งเมืองหลวงที่อภัยปุระ ต่อมาอีก 20 ปีก็ขยายตัวออกไปตั้งเมืองใหม่ชื่อเมืองเจ้รายดอย เป็นเมืองหลวงแรกแห่งอาณาจักรอาหม เมื่อย้ายเมืองหลวงไปที่อื่น ก็ยังให้ความสำคัญแก่เมืองเจ้รายดอย พระศพของกษัตริย์จะถูกฝังที่เมืองนี้ เวลาอาหมรบชนะ ก็จะตัดหัวของข้าศึกมาฝังที่เจ้รายดอย

ชาวไทอาหมเป็นพวกที่รู้หนังสือ จึงมีตำนานพงศาวดารเป็นของตนเอง ตำนานเล่มนี้เรียกว่าบุราณจี (Ahom Buranji อ่านว่า อาหม บุราณจี ) เป็นเอกสารที่ช่วยให้ศึกษาประวัติศาสตร์ของไทอาหมได้ดี และส่วนใหญ่บุราณจีนั้นจะเขียนด้วยภาษา และอักษรอาหม ซึ่งคาดว่าชาวอาหมอ่านไม่ออกตั้งแต่ 200-400 ปีที่แล้ว ในพงศาวดารนี้ก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับนิยายการสร้างโลก ประวัติต้นตระกูลกษัตริย์อาหม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมไปถึงพระราชประวัติของกษัตริย์อาหมในแต่ละพระองค์

ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21เป็นต้นมา มีความพยายามที่จะลดอิทธิพลของราชวงศ์ โดยส่งเสริมลัทธิไวศณพแทน ทำให้เกิดการต่อต้านชาวไทอาหมโดยเฉพาะทางเหนือ ใน พ.ศ. 2329 พระเจ้าโควินาถสิงห์ได้ขอความช่วยเหลือจากข้าหลวงใหญ่อังกฤษแห่งอินเดียให้มาช่วยปราบ อังกฤษส่งทหารมาช่วยรักษาความสงบในอัสสัม ต่อมา ใน พ.ศ. 2360 พม่าเข้ามาแทรกแซงโดยอ้างว่าได้รับการขอร้องจากพาทันจันทร์ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านกษัตริย์อาหม จนเกิดสงครามพม่า-อังกฤษครั้งที่หนึ่ง เมื่อสงครามสิ้นสุดได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพยันดาโบ ทำให้อัสสัมกลายเป็นดินแดนของอังกฤษ

ใน พ.ศ. 2381 อังกฤษรวมอัสสัมเข้ากับเบงกอลของอังกฤษ และใน พ.ศ. 2382 อัสสัมทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และได้แยกตัวออกมาเป็นมณฑลต่างหากจากเบงกอลใน พ.ศ. 2467 ในช่วงที่อังกฤษปกครองได้พยายามลดอำนาจของชาวไทอาหม ให้ใช้ภาษาเบงกาลีเป็นภาษาราชการและให้ชาวเบงกาลีดำรงตำแหน่งทางการบริหารและสนับสนุนให้มุสลิมเบงกอลเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเรื่องชนเผ่าในระยะยาว ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อัสสัมเป็นเส้นทางลำเลียงที่สำคัญไปยังพม่าและเป็นยุทธภูมิสำคัญใน พ.ศ. 2487

หลังจากอินเดียได้รับเอกราช อัสสัมมีฐานะเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย ตั้งแต่พ.ศ. 2493 การแบ่งเขตของอัสสัมออกเป็นรัฐต่างๆ ทำให้ชาวอัสสัมไม่พอใจเพราะถือเป็นการแบ่งแยกดินแดนของตน เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในปากีสถาน เมื่อ พ.ศ. 2514 มีชาวมุสลิมเบงกอลจากปากีสถานตะวันออกจำนวนมากอพยพเข้าไปในอัสสัมโดยการสนับสนุนของรัฐบาลอินเดีย ทำให้ชาวอัสสัมเกรงว่าชาวเบงกาลีจะเข้ามามีบทบาทในรัฐอัสสัมมากเกินไป และหลังจากนั้นก็มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอัสสัมกับกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิของตน แต่อย่างไรก็ดี ชาวไทอาหมก็ได้ค่อยๆ กลายเป็นชาวอัสสัมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

  1. ประเพณีและวัฒนธรรม

2.1 ศาสนาและความเชื่อ

อาหมเป็นชาวไทที่ไม่ได้รับศาสนาพุทธ เมื่อเสือก่าฟ้านำชาวไทจากเมืองเมาหลวงในรัฐฉานจำนวน 90,000 คน ข้ามช่องเขาปาดไก่มาตั้งอาณาจักรในลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรในปี ค.ศ. 1228 และตลอดเวลากว่า 600 ปีที่เป็นเอกราช สังคมอาหมเองก็ไม่ได้รับความเชื่อจากศาสนาพุทธเลย

ผีของชาวอาหมเกิดจากธรรมชาติและบรรพบุรุษ โดยอาหมบุราณจีภาคสวรรค์ ได้กล่าวว่า ฟ้า (หรือ ฟ้าตือจึ้ง) เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง เป็นผู้สร้างเลงดอน (หรือ ฟ้าเหนือหัว) ผู้ครองเมืองฟ้า เลงดอนได้ส่งขุนหลวงขุนหลายผู้เป็นหลานลงมาครองเมืองมนุษย์พร้อมกับชาวฟ้าจำนวนหนึ่ง ขุนหลวงขุนหลายจึงเป็นบรรพบุรุษของเสือก่าฟ้า ส่วนชาวฟ้าที่ลงมาด้วยก็เป็นบรรพบุรุษของชาวไท เมื่อขุนหลวงขุนหลายลงมาจากฟ้า ครั้งนั้นบนพื้นดินเองก็มีคนชาติอื่นอยู่แล้ว บนเมืองฟ้าหรือที่ภาษาอาหมเรียกว่า เมืองผี มีเทพหรือผีต่างๆ หลายองค์ ตามที่ปรากฏในอาหมบุราณจี เช่น ฟ้าสางดิน, แสงกำฟ้า (เทพแห่งสายฟ้า), งี่เงาคำ (หรือ ฟ้าบดร่มสางคำ), เจ้าสายฝน, นางแสงดาว, ย่าแสงฟ้า (เทพแห่งปัญญา), แลงแสง, ลาวขรี (เทพแห่งการก่อสร้าง), ขุนเดือน และขุนวัน เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าผีเหล่านี้เป็นธรรมชาติ คือ ฟ้า ดิน แสง เดือน ตะวัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏชื่อผีจากธรรมชาติอีกหลายองค์ เช่น สายลม, ผีไฟ, ผีตามทุ่ง, นางอ้ายดอกคำแดง, ผีเถื่อน (ภาษาอาหมเรียก ป่า ว่า เถื่อนหรือ ดง), ผีขุงชั้นหมอก, ผีขุงชั้นขุงเหมือย, ผีดอย ฯลฯ

นอกจากนี้ชาวอาหมยังนับถือผีบรรพบุรุษด้วย โดยบุราณจีภาคสวรรค์ได้กล่าวถึง แสงก่อฟ้า กษัตริย์พระองค์หนึ่ง เมื่อสวรรคตไปแล้วกลายเป็นผีเรือนคอยดูแลทุกข์สุขของคนในครอบครัว ความว่า “แสงก่อฟ้า…ตายเป็นด้ำผีเรือนช่วยคุ้ม” ส่วนอาหมบุราณจีภาคพื้นดินได้กล่าวถึง ผีด้ำ ซึ่งตามพจนานุกรมอาหมแปลว่า คนที่ตายไปแล้ว และคำว่า ด้ำเรือน มีความหมายว่า บรรพบุรุษที่ตายไปแล้วกลายเป็นผีเฝ้าเรือน โดยในอาหมบุราณจีภาคพื้นดิน ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “เจ้าฟ้าจึงมาเมืองมาตักแขก (เคารพบูชา) ผีด้ำที่ว่านี้” และกล่าวถึงกษัตริย์อาหมประกอบพิธีเมด้ำเมผี ชาวอาหมถือว่าบรรพบุรุษที่เหนือเราไปชั้นแรกๆ หรือผู้ที่ตายไปไม่กี่ชั่วอายุคนจะคอยปกป้องครอบครัวญาติพี่น้องที่ยังอยู่ แต่หากตายไปนานมากแล้วก็จะขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นฟ้าไม่ลงมาช่วยเราอีก โดยความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษที่คอบปกป้องดูแลลูกหลานยังมีอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบัน ที่มีหิ้งบูชาในเรือน โดยบนหิ้งนั้นถือเป็นที่สิงสถิตของผีบรรพบุรุษหลายซับหลายซ้อน หรือหลายชั่วอายุคนจนนับไม่ได้

ชาวอาหมไม่เคยสูญเสียการบูชาบรรพบุรุษ เพียงแต่หันไปนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุสูญเสียสถานะในการปกครองไปจึงกลายเป็นพวกนอกวรรณะ ปัญญาชนชาวอาหมที่เป็นผู้นำในการเลิกนับถือศาสนาฮินดูได้ทำให้พิธีการบูชาบรรพบุรุษเด่นชัดขึ้น พร้อมทั้งมีการจัดพิธีไหว้ผีเป็นประจำ โดยมีการตั้งหลักไฟ ซึ่งเป็นเสาไม้จุดรายรอบปะรำเล็กๆ ไหว้บรรพบุรุษ รวมไปถึงพิธีบูชาบรรพบุรุษที่เรียกว่า เมด้ำเมผี ครั้งใหญ่ที่สุดในเมืองรังคปุระ แต่ชาวอาหมฮินดูบางส่วนอย่างเช่นในหมู่บ้านบอราโจโหกีจึงมีแนวโน้มหันไปนับถือศาสนาพุทธกันมากขึ้นเพื่อลดปัญหาเกี่ยวกับวรรณะ โดยมีนายทนุราม โกกอย เป็นชาวไทอาหมคนแรกที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ โดยปฏิบัติศาสนกิจกันที่วัดทิสังปานี ในหมู่บ้านทิสังปานี ของชาวไทคำยัง

ปัจจุบันชาวอาหมได้มีความพยายามที่จะฟื้นฟูวัฒนธรรมของตนเองขึ้นใหม่ มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญทางภาษาชาวไทยให้ความช่วยเหลือทางด้านการฟื้นฟูภาษา เพราะในบรรดาเผ่าไททั้งหลายมีไทยสยามที่มีเสถียรภาพทุกด้าน ทั้งยังมีการเสนอว่าหากใช้ภาษาไทยเป็นแกนกลางในการประสานงานคนไททุกเผ่าเข้าด้วยกัน วัฒนธรรมไทก็จะเป็นเอกภาพมากขึ้น ทั้งนี้อาหมไม่ได้ต้องการความบริสุทธิ์ของภาษา แต่ต้องการให้พัฒนาภาษาไทที่พวกเขาจะกลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน

มีการสร้างสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวอาหมคือ งีเงาคำ เทพเจ้าของชาวอาหม มีการกลับมาใช้ศักราชเสือก่าฟ้า การใช้คำว่า เจ้า และ นาง นำหน้านาม การตั้งอนุสาวรีย์หล้าเจ็ด ซึ่งเป็นวีรบุรุษชาวอาหม และบางบ้านก็มีการประดับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยไว้ด้วย แต่การฟื้นฟูวัฒนธรรมต้องใช้เวลานาน เนื่องจากอัสสัมเป็นดินแดนปิด และรัฐบาลกลางของอินเดียก็ไม่อยากให้อัสสัมติดต่อกับต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศไทย เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนประเทศอินเดีย อินเดียก็มิได้จัดให้พระองค์เสด็จแวะเยือนชาวไทในอัสสัม นอกจากนี้ชาวต่างประเทศที่จะเดินทางเข้าไปอัสสัมจะต้องขอใบอนุญาตพิเศษจากรัฐบาลกลางของอินเดียเสียก่อน ถือเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูวัฒนธรรมอาหมในปัจจุบัน

2.2 ประเพณี

           1) พิธีบูชาผี

ก่อนได้รับอิทธิพลจากพราหมณ์-ฮินดู ชาวอาหมนับถือผี พิธีกรรมมักปรากฏให้เห็นถึงการบูชาผี, ผีธรรมชาติ และผีบรรพบุรุษ เพราะชาวอาหมเชื่อว่าผีสามารถดลบรรดาลให้ชีวิตเป็นอย่างไรก็ได้ ในภาษาอาหมจะเรียกการบูชาผีว่า เมด้ำเมผี, แขกผี, นอกผี, ไหว้ผีไหว้สาง เป็นต้น โดยในอาหมบุราณจีได้ปรากฏเรื่องเกี่ยวกับผี ในรัชสมัยของเสือเปิงเมืองฟ้า (ครองราชย์ ค.ศ.1663-1669) ที่เสียเมืองเจ้หุงแก่จักรวรรดิโมกุล ว่าเป็นเพราะ “ผีสางให้เป็นดังนี้กอย” โดยการบูชาผีจะมีในทุกพิธีที่สำคัญของชาวอาหมอย่างพิธีราชาภิเษก (เฮ็ดเจ้า หรือ เฮ็ดขุนนั่งเมือง), พิธีแต่งงาน (ปลงสาวปลงชู้), ปีที่ดาวให้โทษต่อเมือง (หลักนีค่ำเมือง) หรือเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย (ล้มไข้ หรือ หลอนหนาว) โดยในพิธีเรียกขวัญเจ้าฟ้าวันราชาภิเษกทั้งหมดจะเป็นการเรียกผีเฉพาะผีชั้นฟ้าให้ช่วยในการปกครองบ้านเมืองของเจ้าฟ้า เจ้าฟ้าจะอ้างตนเป็นหลานของผีชั้นฟ้า

สิ่งของที่ใช้ในการบูชาผี ได้แก่ ข้าว ผัก ดอกไม้ อ้อย หมากพลู ไข่ ไก่ เป็ด หมู และควาย เป็นต้น สำหรับสิ่งมีชีวิตมีการฆ่าภายในพิธีนั้นเลยในบางครั้ง อย่างเช่นในพิธีราชาภิเษกจะมีการฆ่าควาย ส่วนการฆ่าคนสังเวยผีปรากฏในอาหมบุราณจีเพียงครั้งเดียวในรัชสมัยของเสือปาดฟ้า (ครองราชย์ ค.ศ. 1681-1696) กล่าวว่า “สองขานี้ให้ผีหลวง” และอีกตอนหนึ่งว่า “ชื่อมันเลบา ผู้ 1 หัวปาก (หัวร้อย หรือ นายร้อย)… ผู้ 1 พ้อยเสาแก่โล ผู้ 1 นี้สามตัวว่าจำให้ที่ผีใส่เหล็กขื่อแขวนไว้” ขณะที่กรุงศรีอยุธยาเองก็มีการสังเวยคนเช่นกัน ด้วยการใส่หลุมก่อนลงเสาสร้างเมือง

           2) พิธีฝังศพ

การฝังคนตายเป็นประเพณีของชาวอาหม ในอาหมบุราณจีมีการกล่าวถึงการฝังศพ เนื่องจากในรัชสมัยของเสือใหญ่ฟ้าคำเมือง (ครองราชย์ ค.ศ. 1769-1780) ได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับพิธีปลงพระศพ ว่าจะฝังหรือเผาพระศพกษัตริย์องค์ก่อน เนื่องจากอิทธิพลของศาสนาฮินดูแพร่เข้ามา ทำให้เกิดเป็นประเพณีใหม่ขึ้น จากคริสต์ศตวรรษที่ 18 หมอหลวงของลัทธิฟ้าหลวงของอาหม 2 คน จึง “นั่งต่างผีเล่ากอย แย้มเมื่อแก่นไข่ฟ้า ลงมาชั่วปู่ชั่วพ่อ ปู่เหลนปู่เถ้า ร่างตายฝังไว้” โดยชิฮาบุดดีน ทาลิส (Shihabuddin Talish) ได้ระบุว่า ศพของเจ้าฟ้าและคนธรรมดา จะถูกฝังและใส่สิ่งของโดยเอาหัวหันไปทางทิศตะวันออก แต่สำหรับเจ้าฟ้าจะมีการฝังภรรยาและคนใช้ไปด้วย พร้อมกับตะเกียงและน้ำมันปริมาณมากและคนถือตะเกียง และเขายังอ้างต่อไปว่า พวกโมกุลที่ขุดที่ฝังพระศพกษัตริย์อาหม 10 แห่ง ค้นพบสมบัติมากมาย โดยชาวอาหมจะเรียกสถานที่ฝังศพว่า ป่าเห้ว หรือ สวนผี ปัจจุบันพวกที่สืบเชื้อสายมาจากชั้นพระและตระกูลบางตระกูลยังคงมีการฝังคนตายอยู่

          3) ประเพณีการบูชาบรรพบุรุษ

ชาวไทอาหมจะบูชาบรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้วของพวกตน เพราะบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วเหล่านี้จะเป็นเทพคุ้มครองเจ้าของบ้าน ซึ่งจะคอยดูแลปกปักรักษาลูกหลานว่านเครือของพวกเขาอยู่ตลอดไป พวกไทอาหมมีความเชื่อว่า บรรพบุรุษของพวกเขาจะต้องได้รับการบูชาและเซ่นสังเวยตามควรเพื่อให้เกิดความพึงพอใจและจะได้ให้ความดูแลและปกป้องคุ้มครองผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่  มีคำกล่าวในหมู่ของชนเผ่าไทอาหมว่า “ไม่มีเทพอื่นใดจะมาให้การคุ้มครองฝาเรือน และคุ้มครองหลังคาเรือน นอกเสียจากเทพประจำเรือน เมื่อมีเทพประจำเรือนให้การคุ้มครองอยู่  แม้แต่งูก็เข้ามากัดไม่ได้  แม้แต่เสือก็เข้ามากินไม่ได้  แม้แต่เทพแห่งความตายก็ยังกลัว”

ชาวไทอาหมจะบูชาบรรพบุรุษทั้งในระดับครอบครัวและในระดับชุมชน ชอบครัวของชาวไทอาหมจะทำการบูชาบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วตามโอกาสต่างๆ คือ ในพิธีแต่งงาน ในพิธีพิหู  ในพิธีก่อนและหลังเก็บเกี่ยวข้าว  ในพิธีข้าวออกรวงใหม่ ในพิธีเกิด และในพิธีตาย เป็นต้น

ชาวไทอาหมมีความเชื่อว่าหลังจากตายแล้วบุคคลนั้นจะกลายเป็น ด้ำ คือ เป็นผี หรือ เป็นเทพอยู่ในสรวงสวรรค์โดยมีเพศเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่เขาอยู่ในโลกมนุษย์  คนที่ตายไปแล้วนี้จึงจักต้องให้การเคารพบูชาและการเซ่นสังเวยในฐานะที่เป็นเทพด้วยเครื่องเซ่นสังเวยต่างๆที่ลูกหลานจัดหามา ซึ่งไม่ใช่การเซ่นสังเวยผีหรือวิญญาณที่ชั่วร้ายแต่อย่างใด

ชาวไทอาหมจะทำพิธีเซ่นสังเวยบรรพบุรุษในช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวข้าว ผัก และผลไม้ตามฤดูกาลเป็นครั้งแรก  และพวกเขาจะรับประทานหรือขายข้าว ผักและผลไม้เหล่านี้ภายหลังจากที่ได้ทำการเซ่นสังเวยแก่เทพบรรพบุรุษแล้วเท่านั้น การสังเวยด้วยเลือดสัตว์และเหล้าสาโทเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องนำมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ครอบครัวของชาวไทอาหมจะทำการบูชาบรรพบุรุษตามชนิดหรือประเภทของด้ำ กล่าวคือ ไค ด้ำ,  ฉี เรน ด้ำ, นา ด้ำ, และ โชโกรัว ด้ำ

-ไค ด้ำ (Ghai Dam) คำว่า ไค แปลว่า หลัก และ ด้ำ แปลว่า คนตาย ดังนั้น ไคค้ำ ก็คือ ปู่ยาตายายที่ตายไปแล้ว ของเจ้าของบ้านที่มีชีวิตอยู่

-ฉี่ เรน ด้ำ(Chi Ren Dan) คำว่า ฉี่ แปลว่า สี่  คำว่า เรน แปลว่า บ้าน ดังนั้น ฉี่เรนด้ำ ก็หมายถึง สี่ชั่วคนของพ่อแม่ของปู่ยาตายายที่ตายไปแล้ว ของเจ้าของบ้านที่ยังมีชีวิตอยู่

-โชโกรัว ด้ำ (Jokorua Dam) คำว่า โชโกรัว มีความหมายโดยรวมว่า คนตายที่ตายไปโดยไม่มีบุตรชาย คนตายที่ตายไปในขณะที่ยังเป็นทารก คนตายที่ตายไปโดยไม่แต่งงาน และคนตายที่ตายไปเพราะความพิการทางร่างกายและทางสมอง ด้ำชนิดนี้จะได้รับการเซ่นไหว้ในบ้านของผู้อาวุโสของคนที่ยังมีชีวิตอยู่

-นา ด้ำ (Na Dam) คำว่า นา แปลว่า ใหม่ หมายถึง คนที่ตายใหม่ๆในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นภรรยา หรือ บิดามารดา คนตายเช่นนี้เรียกว่า นา ด้ำ

ด้ำทุกชนิดทุกประเภทมีชื่อเรียกรวมกันว่า คฤหะด้ำ (Griha Dam)  แต่โชกัวรัวด้ำ จะไม่นำมารวมใน คฤหะด้ำ ชาวไทอาหมโดยทั่วไปจะทำการเซ่นไหว้บรรพบุรุษประจำปี

         4) พิธี เม-ด้ำ-เม-ผี

เม-ด้ำ-เม-ผี  (Me-Dam-Me-Phi) เป็นพิธีทางศาสนาโบราณของชาวไทอาหม ในพิธีจะเป็นการบูชาเจ้าผี (Chao Phi) หรือ บรรพชนตามธรรมชาติ(Natural forefathers) หรือ ประธานเทพ และ ด้ำเจ้า (Dam Chao) เทพเหล่านี้ ได้แก่ 1.ขาวคำ (Khao Kham) 2. อ้ายเลงดิน (Ai Lengdin) 3.จา ชิง ฟ้า (Ja Ching Pha) 4. จัน ไซ ฮุง (Jan Sai Hung) 5. เลง ดอน (Leng Don) 6. ชิต-ลัม-ชัม (Chit-Lam-Cham) 7. มุท-กุม ไท-กุม (Mut-Kum Tai-Kum) 8. ด้ำ เจ้า ผี (Dam Chao Phi) (บรรพบุรุษเหนือขึ้นไป 13 ชั่วคนของคนที่มีชิวิตอยู่) 9. รา-ขิม (Ra-Khim) 10. บา-ขิน (Ba-Khin) ในพิธี เม-ด้ำ-เม-ผี จะนำสิ่งของเซ่นไหว้ไปวางที่ศาลที่เรียกว่า หอผี (Ho-Phi) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราวโดยมีเสาเป็นไม่ไผ่หลังคามุงด้วยหญ้าคาหรือจาก พิธี เม-ด้ำ-เม-ผี นี้ เมื่อจัดขึ้นในระดับประชาคมก็จะกลายเป็นประเพณีทางสังคม-ศาสนายิ่งกว่าที่จะเป็นพิธีกรรมล้วนๆ

          5) ประเพณีบิฮู

ประเพณีบิฮู (Bihu Festival) ของชาวอาหม เป็นประเพณีที่สำคัญและพัฒนาเป็นประเพณีของชาวอัสสัม จนกลายเป็นกิจกรรมทางการท่องเที่ยวภายในประเทศอินเดีย โดยประเพณีบิฮู จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายนของทุกปี ซึ่งมีความเชื่อว่า เป็นประเพณีปีใหม่ของชาวอาหม คล้ายกับประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทยและประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หากพิจารณากลุ่มไทกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาพุทธในรัฐอัสสัม เช่น ไทผาเก ไทคำตี่ หรือ ไทคำยวง ก็มีประเพณีปีใหม่เช่นเดียวกัน เรียกว่า “สั่งแกน” โดยมีการสาดน้ำเล่นกันในช่วงเวลาดังกล่าว คล้ายกับประเพณีสงกรานต์มาก โดยนัยนี้ จึงอาจอนุมานได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ประเพณีบิฮูก็คืองานสงกรานต์หรือสั่งแกนของชาวอาหมที่ประยุกต์ให้เข้ากับศาสนาฮินดูนั่นเอง

การเฉลิมฉลองประเพณีบิฮูนั้น จะมีการแสดงทางวัฒนธรรมอาหมทีเห็นได้ชัด คือ การการรำบิฮู ซึ่งเป็นการร่ายรำหมู่ โดยผู้รำและนักดนตรีจะต้องสวมชุดพื้นเมืองสีแดง ร่ายรำด้วยท่าทางคล้ายนกกระพือปีกด้วยจังหวะรัวเร็ว เครื่องดนตรีที่ใช้ ประกอบด้วย กลองและปี ที่ทำจากเขาควาย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมร่วมสนุกด้วยการเชื้อเชิญที่รำร่วมกัน

          6) พิธีแต่งงาน

พิธีแต่งงานของไทอาหม เรียกว่า จักลาง หรือจักลอง ซึ่งความเป็นมาของพิธีนี้สามารถสืบสาวราวเรื่อง ย้อนยุคไปถึงเมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ที่สร้างเป็นตำนานเล่าขานกันมาในหมู่ของชนเผ่าไท โดยกล่าวว่าเป็นพิธีที่มีมาตั้งแต่สมัยของเทพเจ้าของไทยอาหมซึ่งมีนามว่าเทพเจ้านุรูแรงดอน เทพเจ้าองค์นี้มีความประสงค์จะอภิเษกกับนางอุ่นฟ้าพระธิดาของพระอกไก่โมรุงเทพแห่งราชอาณาจักรเมืองผี จึงได้ส่งทูตหรือเถ้าแก่นำสิ่งของทองหมั้นไปที่บ้านของพระเจ้าเมืองผีและแจ้งความประสงค์ว่าจะขอแต่งงานกับราชธิดาองค์โตของพระองค์ เมื่อฝ่ายเจ้าสาวยินยอมตกลงปลงใจแล้ว บิดามารดาของเจ้าสาวก็ได้เดินทางไปที่บ้านของเจ้าบ่าวและจัดพิธีแต่งงานกันขึ้นที่บ้านเจ้าบ่าวนั่นเอง  และพิธีนี้ได้ถูกนำลงจากสวรรค์มาสู่โลกมนุษย์โดยเจ้าขุนหลวงขุนไลซึ่งถูกส่งลงมาให้ปกครองโลกมนุษย์ตรงดินแดนที่เป็นมณฑลยูนนานของจีนในปัจจุบัน

หลังจากที่เจ้าหลวงเสือก่าฟ้า ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อาหม ได้พาผู้คนเดินทางออกจากบ้านเมืองที่ตั้งอยู่ที่เขตติดต่อกันระหว่างพม่ากับยูนนานเข้ามาอยู่ในดินแดนอัสสัมนี้แล้วนั้น คติความเชื่อนี้ก็ได้ติดมากับประชาชนชาวไทอาหมที่ได้อพยพมาพร้อมกับพระองค์เมื่อครั้งกระนั้น แต่เนื่องจากในระหว่างการเดินทางมานั้น คนไทอาหมได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาและได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูในช่วงเวลาหลังๆ ดังนั้นประเพณีแต่งงานแบบดั้งเดิมก็เลยจืดจางไม่เข้มข้นเหมือนเก่า

แต่เดิมมานั้น การแต่งงานของไทอาหมมี 2 แบบ คือ 1) การแต่งงานแบบหลวง และ 2) การแต่งงานแบบราษฎร การแต่งงานแบบหลวงนั้น เป็นพิธีสำหรับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ส่วนการแต่งงานแบบราษฎรนั้น เป็นพิธีของพวกสามัญชนที่เป็นพสกนิกรของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ในพิธีการแต่งงานแบบหลวงจะกระทำกันในตำหนักหรือวังของฝ่ายเจ้าบ่าว โดยฝ่ายเจ้าบ่าวจะส่งทูตหรือเถ้าแก่นำเพชรนิลจินดาตลอดจนสิ่งของในพิธีไปที่ตำหนักหรือวังของบิดามารดาของฝ่ายเจ้าสาว เสร็จแล้วก็จะนำตัวเจ้าสาวไปกระทำพิธีแต่งงานกันที่ตำหนักหรือวังเสร็จแล้วก็ให้เจ้าสาวอยู่ในตำหนักหรือวังของฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นเลย ส่วนพิธีแต่งงานแบบราษฎรซึ่งยังมีการนำมาปฏิบัติในหมู่สามัญชนชาวไทยอาหมในรัฐอัสสัมในปัจจุบัน จะถูกจัดในบ้านของฝ่ายเจ้าสาว พอเสร็จพิธีแล้วก็จะส่งตัวเจ้าสาวให้ไปอยู่ที่บ้านของเจ้าบ่าว

ในภาษาอาหม เจ้าบ่าว เรียกว่า โทรา เจ้าสาว เรียกว่า กอยนา ในปัจจุบันพิธีจักลาง หรือจักลองนี้ ชาวไทอาหมจะใช้เวลาในการตระเตรียมการก่อนวันแต่งงานจริง 3, 5,7 หรือ 9 วัน ซึ่งระยะเวลาจะแตกกันในแต่ละงานของแต่ละชุมชน ตามกาลเวลา และตามความจำเป็น

ก่อนจะถึงวันพิธีแต่งงาน ก็ยังมีการปฏิบัติตามแบบประเพณีของไทอาหมแบบดั้งเดิม โดยทางครอบครัวของฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะส่งเถ้าแก่หรือที่เรียกในภาษาอาหมว่า จูลอง ซึ่งก็คือคณะของมารดาหรือญาติผู้ใหญ่ของเจ้าบ่าวนำสิ่งของต่างๆไปที่บ้านพ่อแม่ของฝ่ายเจ้าสาว สิ่งของที่นำไปเหล่านี้ก็คือเครื่องทองเครื่องเพชรตลอดจนสิ่งของจำเป็นใน พิธีแต่งงาน เช่น ถ้วยเครื่องเจิมหน้าผาก 1 ถ้วย  ถ้วยน้ำมัน 1 ถ้วย  และถ้วยถั่วดำผสมขมิ้นสำหรับผสมลงในน้ำในเวลาอาบน้ำ 1 ถ้วย เมื่อญาติฝ่ายเจ้าบ่าวเสร็จสิ้นพิธีมอบสินสอดทองหมั้นให้แก่เจ้าสาวแล้วจะเดินทางกลับ ทางพ่อแม่ของฝ่ายเจ้าสาวก็จะมอบสิ่งของบางอย่างไปให้แก่ฝ่ายเจ้าบ่าวเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือถ้วยถั่วดำผสมขมิ้นสำหรับผสมลงในน้ำในเวลาอาบน้ำ เพราะทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะต้องใช้ขมิ้นผสมลงไปในน้ำในเวลาอาบน้ำทุกวัน นับตั้งแต่วันที่ได้กระทำพิธีสู่ขอไปจนถึงวันแต่งงานจริง

ในช่วงก่อนจะถึงวันแต่งงาน จะมีการประกอบพิธีที่เรียกว่า เทวบาน ในบ้านทั้งของฝ่ายเจ้าบ่าวและในบ้านของฝ่ายเจ้าสาว ซึ่งในพิธีก็จะมีการบนบานศาลกล่าวและเซ่นไหว้เจ้าเทพเจ้าของไทอาหมโดยเฉพาะอย่างคือเทพเจ้าลังกุรี ตลอดจนผีปู่ย่าตายายซึ่งเป็นบรรพบุรุษผู้ได้ล้มหายตายจากไปแล้วนั้น โดยในพิธีจะมีสิ่งของต่างๆรวมทั้งหมากและพลูมาใช้ประกอบในพิธีด้วย

ในวันแต่งงาน ก็จะมีการสร้างปะรำพิธีที่บ้านของฝ่ายเจ้าสาว และในปะรำพิธีจะมีการสร้างมณฑล โดยทำเป็นรูปทรงใยแมงมุม หรือรูปทรงดอกบัว มณฑลนี้มีลักษณะทรงแปดเหลี่ยม มีต้นกล้วยปักทำเป็นเสาล้อมมณฑลสี่ต้น มีเชือกร้อยใบพลูผูกโยงเป็นวงล้อมเสาทั้งสี่ต้น มีตะเกียงดิน 101 ดวงจุดไว้ภายในมณฑล และในปะรำพิธีจะสร้างยกพื้นสูงให้ฝ่ายเจ้าบ่าวนั่งทางขวาของฝ่ายเจ้าสาว

พอได้ฤกษ์งามยามดีฝ่ายเจ้าสาวก็จะเดินออกจากมณฑลพิธีเพื่อไปอาบน้ำในห้องน้ำที่เรียกในภาษาไทอาหมว่าเบย์ ซึ่งห้องน้ำนี้มีลักษณะเป็นกระโจม มีเสาทำด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วยจากหรือหญ้าคา และมีรูปนกติดอยู่ที่ยอดหลังคา พออาบน้ำเสร็จแล้ว เจ้าสาวก็จะเดินกลับมาที่มณฑลพิธี และในระหว่างเดินมานั้นเจ้าสาวก็จะใช้มีดกรีดลงที่พื้นดินเป็นรูปกากบาท 3 ครั้ง จากนั้นก็ทำพิธีบูชาเทพเจ้าฟ้าตูสิงพง และเจ้าแม่ตรา ขณะที่กระทำพิธีอยู่นั้นเจ้าสาวจะเหลือบตาขึ้นไปมองที่ต้นไม้ที่กำลังผลิดอกออกผลอยู่เต็มต้น

เมื่อได้ขอพรจากเทพเจ้าและเจ้าแม่ตามพิธีข้างต้นแล้ว ก็จะถึงพิธีของพระ เรียกว่าพิธี ริกขยอน หรือ อายุกตูลา โดยมีคนจากตระกูลพระ 2-3 คนโดยในมือของพระแต่ละคนถือเครื่องจับปลาทำด้วยไม่ไผ่ชื่อว่าโชกอย เดินไปที่สระน้ำหรือแหล่งน้ำใกล้เคียงเพื่อจับปลา ในขณะทำพิธีจับปลาอยู่นั้นพระก็พร่ำสาธยายบทมนตราเพื่อขอพรจากเทพเจ้าแห่งน้ำชื่อขาวคำเพื่อให้คู่บ่าวสาวได้อยู่เย็นเป็นสุขและมีอายุยืนยาว ส่วนปลาที่จับได้ก็จะนำไปต้มมาให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวรับประทาน

ต่อไปก็จะเป็นพิธีมอบดาบ ซึ่งในพิธีเจ้าสาวจะมอบดาบเฮ็นดาง ซึ่งดาบนี้เป็นสัญลักษณ์ของการรำลึกถึงยุคสมัยของนักรบไทอาหม  ให้แก่เจ้าบ่าว เพื่อเป็นของขวัญ และเพื่อขอคำมั่นสัญญาจากฝ่ายเจ้าบ่าว ข้างเจ้าบ่าวก็จะยื่นมือเข้ารับดาบและกล่าวคำให้คำมั่นสัญญากับเจ้าสาวว่าจะปกป้องคุ้มครองเจ้าสาวและครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาวตลอดจนประเทศชาติและประชาชนชาวอาหม ดาบโบราณนี้ตามตำนานบอกว่าเป็นดาบที่เจ้าแม่ขานคำไฝได้มอบให้แก่เทพเจ้าแลงดอนเพื่อให้มาปกครองเทพอื่นๆ และเทพเจ้าแลงดอนได้ประทานดาบเล่มนี้แก่ขุนหลวงขุนไลเพื่อให้มาปกครองโลกมนุษย์ แต่เดิมนั้นดาบเล่มนี้จะใช้ได้ก็เฉพาะเทพเจ้าและกษัตริย์เท่านั้น มนุษย์ที่เป็นพสกนิกรสามัญชนของกษัตริย์จะใช้ไม่ได้ แต่ในภายหลังดาบนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือแห่งสัญลักษณ์ในพิธีแต่งงานของพวกไทอาหมทุกงาน

ต่อไปก็เป็นพิธีมอบของขวัญให้แก่เจ้าบ่าว โดยของขวัญนี้เป็นวัตถุมงคลที่มีอานุภาพซึ่งจะอำนวยอวยชัยให้เจ้าบ่าวได้ประสบชัยชนะในสมรภูมิรบ วัตถุมงคลนี้เป็นผ้าผูกข้อมือที่เรียกว่า ตอนกาลี ซึ่งแต่เดิมมานั้นจะใช้เศษผ้านุ่งเปื้อนเลือดในห้องคลอดของสตรีในขณะคลอดทารกมาทำ ซึ่งพวกไทอาหมถือว่าเป็นยอดวัตถุมงคลที่จะช่วยให้ฝ่ายชายได้มีชัยชนะในการสู้รบ ต่อมาในภายหลังประเพณีนี้ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยฝ่ายเจ้าสาวจะทำผ้ามงคลนี้ในช่วงกลางคืนแล้วนำมามอบให้แก่เจ้าบ่าวในวันแต่งงาน

ต่อจากนั้นแล้ว ก็จะมีพวกคนจากสกุลพระมากล่าวคำอำนวยอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาว และให้คำแนะนำให้ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงาม  ให้ดูแลซึ่งกันและกัน  ตลอดจนดูแลครอบครัวของกันและกันให้ดีด้วย

ในวันแต่งงาน ในอดีตจะมีการเลี้ยงเครื่องดองของเมา เช่น ไวน์ที่ทำด้วยน้ำอ้อย เบียร์ที่หมักด้วยข้าว เป็นต้น ให้แก่ทั้งแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ตลอดไปจนถึงให้คนจากตระกูลพระที่มากระทำพิธีด้วย  แต่ในกาลต่อมา ไม่มีการนำเครื่องดองของเมามาเลี้ยงแขกเหรื่ออย่างเปิดเผย แต่จะเป็นการเลี้ยงอย่างลับๆ และจะนำเครื่องดองของเมานี้ให้แก่คนจากตระกูลพระที่มากระทำพิธีด้วย

หลังจากพิธีการต่างๆได้กระทำจนเสร็จสรรพหมดสิ้นแล้ว ทั้งบิดามารดาของทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็จะกล่าวคำอำนวยอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาว  จากนั้นก็จะส่งตัวเจ้าสาวและเจ้าบ่าวไปอยู่ที่บ้านของฝ่ายเจ้าบ่าว เรียกว่าพิธี บิได.

2.3 ภาษา

ภาษาอาหมถือเป็นภาษาไทยุคเก่า โดย วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์เชิงประวัติได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับภาษาอาหมและภาษาในจารึกสุโขทัยที่คล้ายคลึงกันมาก และมากกว่าภาษาถิ่นไทในปัจจุบัน ในภาษาอาหมจะไม่มีการใช้คำราชาศัพท์ คำที่ใช้พูดอยู่ก็สามารถกับกษัตริย์หรือเจ้าได้ การแสดงออกถึงความเป็นเจ้านายทางภาษาจึงไม่มีมากนัก

เมื่อเสือก่าฟ้าได้นำผู้คนอพยพเข้ามายังอัสสัม ก็พบชาวไทเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว โดยในอาหมบุราณจีได้เรียกคนกลุ่มดังกล่าวว่า ผู้เขาอันเก่า และในรัชกาลของเสือก่าฟ้าก็ยังมีการแลกเปลี่ยนทูตระหว่างอาหมกับเมืองเมา จนในรัชสมัยของเสือดังฟ้าทรงปรารภในปี ค.ศ. 1382 ว่านับเวลา 8 ปีแล้วที่ไม่ได้มีสัมพันธ์ทางการทูตกับเมืองเมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อกันระหว่างอาหมกับรัฐไทกลุ่มอื่นตลอดมา แม้แต่ในรัชสมัยของเสือห่มเมืองและเสือคำฟ้า ก็ทรงอภิเษกกับสตรีชาวเมืองกอง ซึ่งเป็นเหตุให้มีชาวไทอพยพเข้ามายังเมืองนุนสุนคำมากขึ้น แต่หลังปี ค.ศ. 1638 เมืองกองได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า การติดต่อจากยุติลง ประกอบการเกิดสงครามกลางเมืองของอาหม รวมทั้งการสูญเสียอำนาจของนักบวชเทวไทกับราชสำนัก ทำให้ภาษาอาหมเริ่มถูกละเลย แม้จะมีชาวไทกลุ่มอื่นที่นำภาษาไท และศาสนาพุทธเข้าไป แต่ชาวอาหมก็มิได้ให้ความสนใจ โดยในรัชกาลของเสือใหญ่ฟ้างำเมือง ได้มีการทะเลาะวิวาทระหว่างเทวไทอาหมกับนักบวชฮินดู เกี่ยวกับการปลงพระศพอดีตกษัตริย์ เนื่องจากประเพณีอาหมเดิมให้มีการฝัง กับประเพณีฮินดูที่ให้มีการเผาพระศพ

เซอร์จอร์จ อับราฮัม กรีเออร์สัน (Sir George Abraham Grierson) ได้ระบุว่า ภาษาอัสสัมเริ่มเข้ามามีอิทธิพลและเข้ามาแทนที่ภาษาอาหมประมาณต้นศตวรรษที่ 18 จาก ค.ศ. 1720 เป็นต้นมา โดยข้าราชการฮินดูที่มีตำแหน่งทางฮินดูไม่จำเป็นต้องเรียนภาษาอาหม แต่ภาษาอาหมยังถูกใช้เป็นภาษาพูดจนถึงปลายศตวรรษที่ 18 และชนชั้นพระชาวอาหมหรือเทวไท ยังคงใช้พูดระหว่างกันอีก 50 ปีต่อมา หรือจนถึงประมาณ ค.ศ. 1850 ส่วน S.K. Bhuyan ได้เขียนไว้เมื่อปี ค.ศ. 1930 ได้กล่าวถึงว่าในขณะนั้นมีบัณฑิตนามว่า ราย สาหิบ โคลัป จันทรา พารัว (Rai Sahib Golap Chandra Barua) เพียงคนเดียวที่รู้ภาษาอาหมจริง และไม่มีผู้ที่จะสืบความรู้นั้นได้ในระยะใกล้นั้น โดย Bhuyan ได้พยากรณ์ไว้ว่าอย่างช้าอีก 20 ปีข้างหน้า (คือในปี ค.ศ. 1950) จะไม่มีคนรู้ภาษาอาหมเลย และภาษาของผู้ปกครองอัสสัมจะกลายเป็นภาษาลึกลับที่ไม่มีนักโบราณคดีและนักภาษาผู้ใดจะไขความหมายได้

คำพยากรณ์ของ Bhuyan เป็นความจริง ซึ่งในปัจจุบันต้องมีการฟื้นฟูภาษาอาหมกันอย่างเร่งด่วน โดยรณรงค์ให้เด็กเยาวชนและนักเรียนนักศึกษาเร่งเรียนภาษาอาหมกัน แต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ปัจจุบันชาวอาหมจะใช้ภาษาอัสสัมในการพูดและเขียนไปแล้ว แต่เหล่านักบวชและชาวอาหมทั่วไปยังคงใช้ภาษาอาหมในการสวดในพิธีกรรมทางศาสนาแบบดั้งเดิมต่าง ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งปัจจุบันมีชาวไทอาหมที่รู้ภาษาอาหมในพิธีกรรมทางศาสนาประมาณ 100-200 คนเท่านั้น

ส่วนอักษรไทอาหม เป็นอักษรในระบบ abugida (ระบบการเขียนที่ประกอบด้วยสัญลักษณ์แทนพยัญชนะและตามด้วยสระที่จะอยู่ด้าน หน้า หลัง บน ล่าง ของพยัญชนะ) ซึ่งนำมาใช้ในการเขียนภาษาอาหม เป็นภาษาไทที่พูดโดยประชาชนชาวอาหมซึ่งเข้าไปปกครองลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรด้านตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งในสี่ของความยาวของลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร ในรัฐอัสสัมในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง คริสต์ศตวรรษที่ 18

อักษรอาหมน่าจะมาจากอักษรอินดิกหรืออักษรพรหมี ซึ่งเป็นรากศัพท์ของภาษาแบบ abugida อินดิกและภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบจะทุกภาษา  อักษรพรหมีเผยแพร่เข้าไปแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามเส้นทางการค้า ตามเมืองท่าทางการค้าต่างๆ ได้พบอักษรจารึกโบราณเป็นภาษาสันสกฤต โดยใช้อักษรที่มีกำเนิดในอินเดีย ภาษาในแถบเอเชียภาษาต่างๆ เหล่านี้ได้มีการวิวัฒนาการในกาลต่อมา ในเบื้องแรกนั้นจารึกต่างๆ ถูกค้นพบในภาษาอินเดียต่างๆ แต่ต่อมาจารึกของภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกค้นพบเป็นแบบอักษรที่มาจากอักษรอินเดีย อักษรของภาษาท้องถิ่นหลากหลายได้ถูกพัฒนาโดยที่มิได้เป็นอักษรที่มีกำเนิดในอินเดีย ในกาลต่อมามีสัญลักษณ์สำหรับเสียงในภาษาไทถูกพัฒนาขึ้นมาและได้เลิกใช้รูปแบบการเขียนตามแบบอินดิก

เป็นที่เชื่อกันว่าชาวอาหมได้รับอักษรไทอาหมมาจากมอนโบราณ หรืออักษรพม่าโบราณก่อนที่จะอพยพเข้าไปอยู่ในลุ่มน้ำพรหมบุตร ข้อกล่าวอ้างนี้อิงอาศัยการเทียบเคียงระหว่างตัวอักษรอาหมโบราณกับอักษรพม่าโบราณ ซึ่งตามปกตินั้นอักษรและภาษาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระว่าง 2-3 ร้อยปีที่มีการใช้ ได้มีการพัฒนาแบบตัวพิมพ์สำหรับใช้ในพจนานุกรมอาหม-อัสสัม-อังกฤษ (Ahom-Assamese-English Dictionary) เล่มแรก อักษรอัสสัมได้เข้าแทนที่อักษรอาหมในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17

อักษรอาหมไม่ได้ถูกใช้โดยชาวอาหมเพื่อการอ่านและเพื่อการพูดในชีวิตประจำวันแล้ว อย่างไรก็ดีอักษรอาหมยังคงมีความสำคัญทางด้านวัฒนธรรมและถูกใช้สำหรับการสวดมนต์ทางศาสนาและสำหรับอ่านวรรณคดี วรรณคดีอาหมจะช่วยเป็นกุญแจไขสู่วัฒนธรรมอดีตของอาหม ตัวอย่างของการเขียนอักษรอาหมยังคงมีการเก็บรวบรวมไว้ในศูนย์การศึกษาภาษาอาหมในรัฐอัสสัม

ลักษณะทั่วไปของอักษรอาหม

  1. มีการเรียงประโยคเป็น ประธาน กริยา กรรม ตามลำดับ
  2. มีรากศัพท์เป็นคำโดด
  3. เป็นแบบที่หลักภาษาศาสตร์เรียกว่า Analytic syntax

     3.การแต่งกาย

ในยุคของราชอาณาจักรไทยอาหมในรัฐอัสสัมนั้น มีเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายอยู่หลายชนิด คนอาหมแต่ละชนชั้น จะมีเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่ถูกออกแบบมาให้ใช้เป็นการเฉพาะ ซึ่งเมื่อเราเห็นเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายของชาวไทยอาหมแต่ละคนแล้ว เราก็จะสามารถแยกแยะได้โดยไม่ลำบากนักว่าเขาเป็นบุคคลชั้นใด

เครื่องแต่งกายที่สวมใส่โดยกษัตริย์หรือโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของราชอาณาจักรอาหม เป็นสิ่งที่บุคคลธรรมดาหรือไพร่ฟ้าประชาชนจะนำมาแต่งกายไม่ได้  ทั้งเพศหญิงและเพศชายต่างก็มีเครื่องแต่งกายเป็นของตนเองและมีความแตกต่างกันมาก

ในยุคสมัยแรกๆ ของราชอาณาจักรอาหมที่เข้ามาปกครองอยู่ในรัฐอัสสัมนั้น ชาวอาหมจะสวมใส่ชุดดำแต่พอครั้นกาลผ่านไปก็ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากชุดดำมาเป็นชุดขาว และอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้นว่าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของบุคคลเป็นสิ่งบ่งบอกว่าบุคคลนั้นเป็นชนชั้นใดในสมัยนั้น และจะบ่งบอกมากยิ่งขึ้นจากผ้าโพกศีรษะและผ้าสไบ ซึ่งเรียกว่า เซเลงซาดาร์  กษัตริย์ พระราชินี เจ้าชายและเจ้าหน้าชั้นสูง จะโพกศีรษะด้วยผ้าโพกที่ทำด้วยไหม (ปัตมูคะ) เสื้อผ้าบางชนิดที่ถูกนำมาใช้แต่งกายกันมากและใช้กันในหมู่ชนชั้นสูงและโดยไพร่ฟ้าประชาชนบางชนชั้น ได้แก่ รีหะ (ผ้าที่นำมาพันรอบกายและที่หัวใหญ่) เมเขละ (ผ้าพันเอว) สูละสูเรีย (กางเกงขาสั้นและผ้าที่ทำจากไหมมูคะทอง) ปัตขาว และไหมเอริ เป็นต้น

แต่ว่าโดยรวมแล้วคนไทอาหมจะสวมใส่อะไรก็ตาม ที่โดยพื้นฐานแล้วสิ่งนั้นจะทำด้วยไหมมูคะทอง ไหมปัตทอง และไหมเอริ  มะชัญการี และโสปะโปเตีย ก็เป็นอีกสองสิ่งของเสื้อผ้าซึ่งถือกันว่าเป็นสุดยอดของเครื่องแต่งกายและจะใช้สวมใส่โดยกษัตริย์ พระราชินี และเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในโอกาสสำคัญๆ และจากความรุ่งเรื่องของการทอไหมเมื่อครั้งอดีตก็ได้ส่งผลต่อมาให้รัฐอัสสัมเป็นรัฐที่เจริญรุ่งเรืองในอุตสาหกรรมผ้าไหมในปัจจุบัน ผ้าไหมนับเป็นผ้าพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมของชาวอาหม ซึ่งชาวอาหมเรียกว่า “ผ้าไหมมูคะ” คำว่า “มูคะ” มาจากชื่อของตัวหนอนไหมมูคะ ที่มีความแตกต่างจากหนอนไหมในประเทศไทย กล่าวคือ ขนาดของนอนไหมมูคะ เมื่อโตเต็มไว้จะยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ลำตัวเป็นสีเขียวอ่อน ผ้าไหมมุกายังแสดงถึงระดับชั้นทางสังคมอีกด้วย แม้ว่าระบบวรรณะที่ชาวอาหมได้รับจากวัฒนธรรมฮินดูของอินเดียจะไม่มีความชัดเจนและเข้มแข็ง แต่ก็พบว่า ยังมีการแบ่งระดับชั้นทางสังคมผ่านลักษณะการแต่งกายชนชั้นที่มาจากตระกูลสูงและมีฐานะ จะนิยมแต่งกายด้วยผ้าไหมมูคะ เวลาออกนอกบ้านหรือต้อนรับแขกที่มาเยือน ขณะที่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป จะนิยมใส่ผ้าฝ้ายกัน

สำหรับการแต่งกายของชาวอาหมในระดับไพร่ฟ้าประชาชน พวกผู้หญิงชาวอาหมในราชอาณาจักรอาหมในอดีตไม่ได้ใช้ผ้าคลุมหน้าเหมือนหญิงมุสลิมในศาสนาอิสลาม  แต่พวกเขาจะสวมผ้าโพกศีรษะเรียกว่า เซเล็งซาดาร์และผ้าสูลา ซึ่งในแต่ละวันจะมีการเปลี่ยนผ้าเหล่านี้เสมอ และผู้หญิงไทอาหมได้เริ่มสวมใส่เมเขลาซาดาร์ ที่ทำด้วยปัตและมูคา ส่วนพวกผู้ชายชาวอาหมก็จะสวมซูเรีย (ผ้าที่ปิดตั้งแต่เอวลงมา) และรัดด้วย บาสวลตองกาลี (เข็มขัดชนิดหนึ่ง)ที่เอว  เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกใช้แต่งกายโดยชาวอาหมทั้งเพศชายและเพศหญิงในราชอาณาจักรอาหม ซึ่งจะมีข้อแตกต่างกันไปตามชนชั้นของคน ตลอดจนวัสดุและการออกแบบของเสื้อผ้าเหล่านั้น

เครื่องประดับของชาวไทอาหม โดยเฉพาะชาวไทอาหมร่ำรวยทองมาก เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นชาวไทอาหมสวมใส่เครื่องประดับที่ทำด้วยทองที่มีน้ำหนักมาก และด้วยเหตุที่ทองคำเป็นสิ่งที่ได้รับการรับรองกันว่าเป็นเครื่องแสดงออกถึงความมั่งคั่ง ชาวไพร่อาหมที่อยู่ในระดับชนชั้นต่ำ จะไม่ได้มีโอกาสสวมใส่เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำ แต่จะสวมใส่เครื่องประดับที่ทำด้วยเงินและบรอนซ์ แต่ก็มีบางคนสวมใส่เครื่องประดับที่ทำด้วยทองเหลือง เครื่องประดับจะถูกออกแบบและประดับด้วยลูกปัดหลากสี ทั้งไทยอาหมเพศชายและเพศหญิงล้วนแต่สวมใส่เครื่องประดับชนิดต่างๆในหลายโอกาส แต่เมื่อว่าโดยรวมแล้วหญิงอาหมนิยมสวมใส่เครื่องประดับมากกว่าพวกผู้ชาย เครื่องประดับที่ฝ่ายชายอาหมชอบใช้ได้แก่ แหวนสวมที่นิ้ว ฮิลิขะโมนิ และ โมตาโมนิ(สร้อยคอ) โกริยะ และ ลูกะปาร์ (ตุ้มหู) และ บาจู (กำไลแขน)

ผู้หญิงชาวไทอาหมในราชอาณาจักรอาหมโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มาจากตระกูลมั่งคั่งและตระกูลชั้นสูง จะแต่งกายด้วยเครื่องประดับเหมือนราวกับว่าเป็นตู้ทองเคลื่อนที่ โดยมีน้ำหนักถึง 20-30 โตลา เครื่องประดับเหล่านี้ ได้แก่ ฮิร์โปตา (สอดไว้ในผม) โกปาลี (สวมที่หน้าผาก) ดอกไม้ที่ทำด้วยเงินและทองประดับไว้ที่มวยผม เกรู, ทูเรีย, เนเจโปตา, จังไฟ, เนเจโปตาจังไฟ, อุกาจังไฟ, บาขลู, ลองเกรู, โบบอยโลคา, กานพูล, และกามาบาลา (ประดับที่หู) นาคฟูลี (แหวนจมูก) บาจู(กำไลแขน) มูทิการู, คามขัวรู, โฮโซรัวขาลู, โปติยะขารู, โมโคร์มุขิขารู, คุตาขารู, กังกาน และ โทลิยะขารู (กำไล) สิริโปตา, เฮเนโปตา, เจทิเนจิยา, ปาโรโสกัว, มูระเนจิยะ, โปดุมโกลิ, บาโรบิโรสา,  มาส, ขละบะโกลิยะ, หิราโปตะ, บาโขรัว และ อูกา (แหวนสวมนิ้วมือ) และ จันทรหาร์, โฏกาลิ และ คาร์โคร์ (เครื่องประดับที่เอว) ส่วนเครื่องประดับที่คอ ก็คือ จูนบิรี, ธนบิรี, หิรีขาบิรี, ปาโรโสกัวบิรี, โลตะบะโขรัวบิรี, มาลี, โมโคร์มูลิบิรี, เคเจรา, เบนา, ดุกดูคี, ฮาดโหรี, ทูปโมนี, สีปัต, โคลโปตา หิริขาโมนี, ฟูสิโมนี, และ จันทรธาร์

เครื่องประดับดังกล่าวข้างต้นเป็นแบบและเป็นเครื่องประดับที่เมื่อครั้งอดีต พระราชินีและหญิงชนชั้นสูงต่างๆ นำมาใช้ประดับ ปัจจุบันเครื่องประดับเหล่านี้ได้ถูกพบว่า มีการตกทอดจากบรรพบุรุษมาถึงคนรุ่นลูกหลานและเหลน

ในปัจจุบันได้พบว่า คนรุ่นหลังชาวไทอาหมก็มีความสนใจที่จะนำเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับในสมัยโบราณกลับมาใช้อีก ยกเว้นเครื่องประดับที่มีความหนักและที่มีค่ามาก เครื่องดับบางอย่างในสมัยโบราณนิยมนำมาใช้อย่างกว้างขวางในหมู่ของชาวไทอาหม แต่เนื่องจากชาวอาหมในปัจจุบันไม่สามารถซื้อหาเครื่องประดับที่มีราคาแพงอย่างทองคำ เงิน และบรอนซ์ได้ ก็จึงได้หันไปใช้เครื่องประดับที่ทำด้วยเขี้ยวหมู กระดูกช้าง และเล็บเสือ เป็นต้น

เนื่องจาก ประชาคมชาวไทอาหมมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงอยู่กับประชาคมอื่นๆ หลายประชาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เช่น นาคปูร์, นารา, โชยันตา, และภูฏาน เป็นต้น เราก็จะสามารถเห็นคนในประชาคมเหล่านั้นแต่งกายและมีเครื่องประดับเหมือนกับชาวไทอาหมในรัฐอัสสัม นอกจากนั้นแล้วประเพณี วัฒนธรรม และแม้กระทั่งวิถีชีวิตของคนไทอาหมในอัสสัมก็ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับประชาคมเผ่าต่างๆ เหล่านั้นด้วย

  1. อาหาร

ชาวอาหมในรัฐอัสสัม รับประทานข้าวทั้งสองชนิด คือ ข้าวเจ้า และ ข้าวเหนียว โดยมักจะรับประทานด้วยมือคลุกทั้งข้าวและกับข้าวในถาดหรือในจาน ซึ่งกับข้าวโดยปกติของชาวอาหมจะเน้นแกงแบบอินเดีย แต่เมื่อมีโอกาสพิเศษจะมีรายการอาหารที่น่าสนใจต่างๆ เช่น หมูจี่หรือหมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นขนาดเขื่องแล้วนำไปหมกไฟรสชาติที่คล้ายหมูปิ้ง แกงหมูสามชั้นที่รสชาติคล้ายแกงฮังเลแบบแห้ง แกงปลา แกงใบตองอ่อนใส่หมูที่รสชาติคล้ายแกงขี้เหล็กแบบแห้งนอนไหมมุกาต้มพรมน้ำเกลือ ผักกูดผัดเนย “มะขรือ (มะเขือยาว)” ทอด ที่ขาดไม่ได้ คือ ข้าวเหนียวนึ่งห่อใบตอง และลุกบาวหรือเหล้าซึ่งทำจากข้าวเหนียวและแป้งส่าหมักใส่ไหจนได้ที่ เวลาดื่มจึงผสมน้ำรสชาติคล้ายสาโท

ข้าวเหนียวของชาวอาหมในปัจจุบันค่อนข้างร่วนเมื่อเทียบกับข้าวเหนียวของประเทศไทย-ลาว นอกจากนี้ ขนมของชาวอาหมยังมีส่วนประกอบของข้าวอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งในลักษณะของข้าวเม่านึ่งราดโยเกิร์ตและโรยน้ำตาลอ้อย รวมถถึงการนำข้าวเหนียวมาทำเป็นไส้ขนมเพื่อรับประทานกับน้ำชาด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ข้าวเหนียวยังเป็นส่วนประกอบหลักในรายการอาหารและขนมอาหม แม้ในปัจจุบันวัฒนธรรมอาหารของอินเดียได้เข้ามาวิถีชีวิตของชาวอาหม แต่ชาวอาหมไม่นิยมบริโภคอาหารอินเดียมากนัก ยังคงนิยมรับประทานอาหารท้องถิ่นซึ่งมีข้าวเป็นส่วนประกอบ ขณะเดียวกัน อาหารบางประเภทยังนิยมรับประทานเฉพาะพื้นถิ่นอาหมเท่านั้น เช่น หมู ปลา และลุกลาว (เหล้าใส่ถ้วยทองเหลืองดื่มร่วมกับมะเขือเทศสีดาวจิ้มเกลือ)

นอกจากนี้ ตัวไหมมุกาที่สุกเนื่องจากกรรมวิธีสาวไหม (คือนำมาต้ม) ชาวอาหมนิยมนำมารับประทานเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยร่วมกับลุกลาว โดยนำมาพรมน้ำเกลือ คล้ายการรับประทานหมอนไหมในประเทศไทย

  1. อ้างอิง

บุณยสฤษฎ์ อเนกสุข.  ความเป็นไทของชาวอาหม : เรื่องเล่าจากอินเดียอีสาน.  อุบลราชธานี : วารสาร

คณะนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, 2555.

ราชวงศ์อาหมของคนไทสายหนึ่ง. https://sites.google.com/ (สืบค้นเมื่อ วันที่ 10 มิ.ย. 2562)

สาคร ช่วยประสิทธิ์. อัสสัม ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่: เอเชีย เล่ม 1 อักษร A-B ฉบับราชบัณฑิตยสถาน.

กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.  2539.

https://sites.google.com/site/ahomdynastyreview/khn-thiy-xahm (สืบค้นเมื่อ วันที่ 10 มิ.ย. 2562)

www.wikiwand.com/th/ ประวัติศาสตร์รัฐอัสสัม (สืบค้นเมื่อ วันที่ 10 มิ.ย. 2562)

สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ –> เผ่าไทอาหม

You may also like...