ไทเขิน

ไทเขิน

ผศ. ดร. สมหวัง อินทร์ไชย

ผู้เรียบเรียง

 

  1. ประวัติศาสตร์ความเป็นมา

ไทเขิน หรือ ไทขึน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ประเทศไทย ประเทศจีน และประเทศลาว เป็นส่วนมาก ชื่อที่ชนกลุ่มนี้เรียกตนเองว่า “ไทขึน” แต่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักและเรียกกันว่า “ไทเขิน” ในเอกสารฉบับนี้จะเรียกว่า “ไทเขิน” ตามที่ชาวไทยส่วนมากคุ้นเคย ชาวไทเขินเคยมีอาณาจักรและเจ้าผู้ครองนครรัฐเป็นของตน มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงตุง รัฐฉานตะวันออก ประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบัน พูดภาษาภาษาไทขึน เป็นภาษาในกลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ ในกลุ่มภาษากัม-ไท ตระกูลภาษาไท-กะได

คำว่า “ขึน” มีความหมายว่าฝืน หรือ คืนกลับ ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม่นำขึนที่ชาวไทอาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำนั้น จะไหลขึ้นไปทางเหนือ ไม่ได้ไหลลงไปทางทิศใต้เช่นเดียวกับแม่นำเมย ชาวไทที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำขึน จึงถูกเรียกว่า “ไทขึน” ซึ่งน่าจะมีความหมายว่า “คนไทที่อาศัยอยู่ลุ่มแม่น้ำขึน”

ภาษาไทเขิน (Khün language) มีผู้พูดทั้งสิ้น 120,855 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในนครเชียงตุง รัฐฉานตะวันออก ประเทศเมียนมาร์ประมาณ 114,500 คน ส่วนในประเทศไทยพบประมาณ 6,000 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พบมากบริเวณสันป่าตอง สันกำแพง แม่แตง ดอยสะเก็ด และในเขตอำเภอเมือง ในจังหวัดเชียงใหม่ ภาษาไทเขินมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาไทลื้อและภาษาไทยอง เขียนด้วยอักษรไทเขิน ซึ่งที่มีลักษณะคล้ายอักษรธรรมล้านนา เป็นภาษาในกลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ ในกลุ่มภาษาคำ-ไต ตระกูลภาษาไท-กะได

  1. ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และ พิธีกรรม

วัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมชาวไทเขินมีความคล้ายคลึงกับชาวไทใหญ่ในนครเชียงตุง และมีความคล้ายคลึงกันกับชาวล้านนามากที่สุด คือ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา และตัวอักษรอย่างเดียวกับชาวไทยล้านนา แต่ก็จะมีข้อแตกต่างกันในด้านของสำเนียงภาษา รูปแบบอักษร และพิธีกรรมทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามชาวไทเขินแม้ว่าจะถูกปกครองโดยคนในชนชาติอื่น คือ พม่า ที่ปกครองมานาน แต่ชาวไทเขินก็ไม่ละทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณี โดยเฉพาะตัวอักษรที่ชาวไทเขินพยายามรักษา อนุรักษ์ และสืบทอดให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ ทุกๆ ปี ชาวไทเขินจะมีช่วงเวลาให้เยาวชนเรียนศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และภาษาพูดภาษาเขียน ประมาณเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งจัดให้มีการแข่งขันทักษะจากตัวแทนของเยาวชนในแต่ละหมู่บ้านชุมชน โดยจะจัดงานยิ่งใหญ่ขึ้นบริเวณชานเมืองนครเชียงตุง ในงานจะมอบรางวัล มอบเกียรติบัตร และยกย่องผู้ที่มีผลงานดีเด่นทั้งระดับครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวบ้าน และเยาวชน

          2.1 ความเชื่อ

ชาวไทเขินนับถือพุทธศาสนาผสมผสานกับความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณ ที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิต และการจัดการระบบนิเวศน์ ด้วยการนับถือธรรมชาติสิ่งแวดล้อม บูชาผีบรรพบุรุษโดยมีศาลปู่ตา ใจบ้าน เสื้อบ้านเป็นศูนย์รวมจิตใจ

          2.2 ประเพณีและพิธีกรรม

ประเพณีและวัฒนธรรมของชาวไทเขินมีความคล้ายคลึงกับชาวล้านนาในการจัดพิธีสืบชะตาหรือต่ออายุหมู่บ้านเพื่อเป็นพลังให้แก่กลุ่มชน ส่วนศิลปะการแสดงที่นิยมเล่นกันตามงานประเพณี เช่น การฟ้อนรำหางนกยูง ฟ้อนฆ้องเชิง ฟ้อนรำนก ฟ้อนรำดาบ ฟ้อนโต ซึ่งการฟ้อนโตเป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมร่วมของชาวไทใหญ่และชาวไทเขิน

          2.3 ภาษา

ชาวไทเขินมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง เรียกว่าภาษาเขินหรือ ภาษาขึน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษาลื้อและภาษายอง ภาษาเขินเป็นภาษาในกลุ่มภาษาย่อยไทพายัพ ในกลุ่มภาษาคำ-ไท ตระกูลภาษาไท-กะได ชาวเขินใช้อักษรชนิดเดียวกันกับชาวไทยวน เรียกว่า “อักษรธรรม” แต่การเขียนจะคล้ายคลึงไปทางพม่าและภาษาไทใหญ่มากกว่า กล่าวคือ ตัวอักษรจะกลม หางสั้น และมีหยักน้อยกว่าอักษรล้านนา ภาษาพูดไทเขินจะมีระดับเสียงที่สูงกว่า ถือเป็นลักษณะเฉพาะของภาษาเขิน ภาษาไทเขินในแต่ละพื้นที่ก็จะมีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อย

          2.4 อาหาร

ชาวไทเขินรับประทานข้าวเหนียวเช่นเดียวกับชาวไทยวนและไทลื้อ อาหารที่ขึ้นชื่อของชาวไทเขิน คือ ข้าวซอยหน้อย หรือ ข้าวซอยอ่อน เป็นอาหารประจำถิ่นของชาวไทเขิน และชาวไทใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอาหารอย่างอื่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทเขิน เช่น แกงผักแว่น ไส้อั่ว (ไส้ล้องพิก) พริกข่า ข้าวฟืน ข้าวฟืนถั่วลันเตาทอด ในส่วนของหวานนั้นมีหลายอย่าง เช่น ข้าวต้มหัวหงอก ข้าวบุก ข้าวมุนห่อ ปัจจุบันนี้การประกอบอาหารของชาวไทเขินดังกล่าวนั้น ยังคงนิยมทำกันเกือบทุกครัวเรือน

          2.5 หัตถกรรม (เครื่องเขิน)

งานหัตถกรรมของชาวไทเขินมีความหลากหลายเช่นเดียวกับคนไทกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะงานหัตถกรรมที่ทำจากไม้ไผ่ ในที่นี้ จะนำงานหัตถกรรมประเภท “เครื่องเขิน” ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ที่คนไทยและคนล้านนารู้จักและคุ้นเคย มีปรากฏทั่วไปในล้านนา ซึ่งเชื่อกันว่า งานหัตถกรรมประเภทเครื่องเขิน ล้านนาได้รับอิทธิพลมาจากไทเขิน ได้บ่งบอกถึงภูมิปัญญาของผู้คนในการเลือกรับปรับแต่งวัสดุพื้นถิ่น ให้เป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่วิจิตรงดงาม และทรงคุณค่า

            1) ความเป็นมา

เครื่องเขิน คือ หนึ่งในงานหัตถกรรมที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเอเชียอาคเนย์ ในอดีตเครื่องเขินมีสถานภาพเป็นทั้งของใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ในพิธีกรรม ตลอดจนรูปเคารพและงานศิลปกรรม เครื่องเขินมีโครงสร้างจากไม้และที่นิยมมากที่สุด คือ โครงสร้างจากไม้ไผ่ ซึ่งช่วยให้ของใช้นั้นมีน้ำหนักเบา หลักการของเครื่องเขิน คือ นำเครื่องจักสานมาเคลือบด้วยยางไม้ชนิดหนึ่งที่มีสีดำ ซึ่งเรียกกันว่า ยางรัก ภาชนะใช้สอยเมื่อเคลือบยางรักและตกแต่งผิวให้สวยงามด้วยวิธีการต่างๆ อาจเรียกทั่วไปว่า “ครัวฮักครัวหาง” เสร็จแล้วจึงเรียกว่า เครื่องเขิน

เครื่องเขินในประเทศไทย พบมากทางล้านนา (โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง) ซึ่งนักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าเครื่องเขินไม่ได้เริ่มมีในสังคมล้านนาช่วงฟื้นฟูเชียงใหม่ “ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ที่ทำการกวาดตอนไทเขินจากลุ่มน้ำแม่ขึน เมืองเชียงตุง แต่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในล้านนาก่อนหน้าที่พม่าจะเข้ามายึดล้านนา ดังปรากฏหลักฐานในพงศาวดารพม่าว่า เมื่อพม่ายึดครองเมืองเชียงใหม่ได้กวาดต้อนชาวเชียงใหม่และช่างฝีมือไปไว้ที่เมืองพม่าหลายครั้ง โดยช่างฝีมือหรือชาวเชียงใหม่ที่ถูกกวาดต้อนได้ทำอุปกรณ์เครื่องใช้ด้วยรัก เรียกว่า “โยนเถ่”แปลว่าเครื่องยวน หรือเครื่องที่ประดิษฐ์โดยชาวยวน หรือล้านนา ปัจจุบันที่พุกามยังมีการทำโยนเถ่ ที่มีการตกแต่งลายขูดขีดแล้วถมลายเส้นด้วยสีต่างๆ อยู่

เหตุที่เรียกภาชนะที่ทำจากไม้ หรือเครื่องจักสาน แล้วทำการลงรักว่า “เครื่องเขิน” เพราะได้รับอิทธิพลทั้งรูปทรง ลวดลาย และกรรมวิธีการผลิต หน้าที่การใช้งาน ตลอดจนผู้ผลิตที่สืบทอดความเป็นชาวไทเขิน เป็นสำคัญ 

          2) กว่าจะเป็นเครื่องเขิน

“เครื่องเขิน” ภาชนะของใช้ที่มีโครงเป็นเครื่องจักสานหรือไม้ เคลือบทาด้วยยางรักเพื่อความคงทน กันน้ำและความชื้น ทั้งเป็นการเพิ่มความสวยงามวิจิตรแก่พื้นผิวของภาชนะ โดยส่วนใหญ่โครงของเครื่องเขินจะเป็นเครื่องไม้ไผ่สาน ทาด้วยยางรักหลายๆ ชั้น โดยการทารักในชั้นแรกจะเป็นการยึดโครงของภาชนะให้เกิดความมั่นคง ส่วนการทารักในชั้นต่อๆ ไป เป็นการตกแต่งพื้นผิวภาชนะให้เรียบ และการทารักชั้นสุดท้ายจะเป็นการตกแต่งให้เกิดความสวยงาม เช่น การเขียนลวดลาย การปิดทอง หรือการขุดผิวให้เป็นร่องลึก แล้วฝังรักสีที่ต่างกันเป็นลวดลายสวยงาม หากเป็นภาชนะของใช้ทั่วไปจะมีน้ำหนักเบาจะนิยมใช้รักสีดำและตากแต่งด้วยสีแดงของชาด (ครัวหาง) และกรณีภาชนะที่ใช้ในพิธี จะทำการตกแต่งเชิงศิลปะ เช่น ใช้ทองคำเปลวประดับ บางชิ้นอาจมีการปั้น กดรัก พิมพ์รักให้เป็นลวดลาย เพื่อเพิ่มความงดงามให้แก่ภาชนะ เครื่องเขินที่เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย เช่น เชี่ยนหมาก พาน ขันโอ ขันน้ำ และถาด เป็นต้น

ปัจจุบันเครื่องเขินมีการนำเอาไม้มาทำโดยวิธีการเคี่ยนตามรูปแบบ โดยใช้ไม้จริง เช่น ไม้สัก ไม้ยาง ไม้มะม่วงป่า ไม้ยมหิน หรือใช้ไม้อัด โดยนำเอาไม้จริงทั้งต้นมาต้มและปอก หรือฝานด้วยใบมีดขนาดใหญ่เป็นแผ่นบาง จากนั้นนำมาตัดแบ่งตามขนาดแล้วทาด้วยกาวยางซ้อนทับสลับในแนวเดียวกันและนำเครื่องอัดและอบให้กาวแห้งสนิท

รูปร่างรูปทรงของเครื่องเขิน มักจะเลียนแบบจากธรรมชาติ โดยเอื้อประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งรูปทรงเหล่านี้มักจะเลียนแบบจากพืชพรรณไม้ รูปทรงจากสัตว์ รูปทรงกระบอก ทรงกลม ทรงเรขาคณิต รูปรี สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม รวมถึงรูปทรงที่ช่างคิดสร้างสรรค์ ทั้งลายกนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายเฟื่อง ลายบัว ลานรักร้อย ลายประจำยาม ลายก้านขด ลายกระจัง ลายธรรมชาติ ตลอดจนภาพนิทานชาดก และลายสิบสองราศี

คุณสมบัติของเครื่องเขิน คือ มีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่นได้บ้าง ไม่แตกหักเสียหายในทันที วัสดุที่ใช้ในการผลิตสามารถหาได้โดยทั่วไปในท้องถิ่น เทคนิคในการตกแต่งไม่ซับซ้อน และยังสนองตอบรสนิยมและการใช้สอยในชีวิตประจำวันของผู้คนในภาคเหนือ รวมถึงเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากคุณสมบัติ รูปร่าง วัสดุและเทคนิคดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนในอดีตที่รู้จักเลือกสรรสิ่งของในการประดิษฐ์และตกแต่งให้มีคุณค่า และคงทนต่อการใช้งาน

          3) ประเภทเครื่องเขิน

เครื่องเขิน ถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของผู้คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในแถบทางภาคเหนือของไทยที่มีการใช้เครื่องเขินมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีรูปแบบและรูปทรงที่หลากหลาย สนองตอบต่อการใช้สอย ค่านิยม และรสนิยมทางสังคม รูปแบบหรือประเภทของเครื่องเขินที่แพร่หลายและมีลักษณะเด่นๆ คือ

          ปุง เป็นภาชนะที่มีโครงเป็นเครื่องสานคล้ายกล่องข้าวเหนียว ก้นเป็นสีเหลี่ยม คอคอดทรงกระบอกมีฝาปิดคล้ายๆ ขวดโหลแก้ว ฐานของปุงจะทำด้วยไม้เป็นกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีเส้นหวายคาดรัดติดกับปุง โดยยึดกับคอของภาชนะ ตัวปุงมีลักษณะอ้วนป่องทาด้วยยางรักหนาพอสมควร  ปุงจึงมีลักษณะแข็งแรงและรองรับการกระทบกระทั่งได้ดี การตกแต่งส่วนใหญ่จะเป็นการเขียนลวดลายด้วยชาด เป็นลายพันธุ์พฤกษาแบบพื้นเมือง ไม่นิยมมีรูปสัตว์ ลวดลายที่ตกแต่งจะเน้นด้านข้างของภาชนะทั้งสี่ด้าน ไม่นิยมติดทองคำเปลวหรืองานประดับกระจก ปกติจะมีรูสำหรับร้อยเชือกจากฐานไม้โยงผ่านหูปลอกหวายที่คอของภาชนะ สำหรับหิ้วหรือหาบ หน้าที่การใช้งานคือเป็นที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชและของใช้ส่วนตัว


ขันหมาก หรือ เชี่ยนหมาก ในภาษาทางภาคกลาง ลักษณะของขันหมากพื้นเมืองของชาวล้านนาหรือทางภาคเหนือจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่และหรูหรากว่าพื้นถิ่นอื่นๆ ขันหมากล้านนามีโครงเป็นไม้ไผ่สานและขดเป็นทรงกระบอกกลมหรือหักเหลี่ยมโค้ง เป็นกล่องขนาดใหญ่สำหรับใส่ใบพลูข้างล่างและมีถาดเป็นฝาบิดข้างบนเพื่อรองรับตลับหมากขนาดเล็กที่ใช้ใส่เครื่องเคี้ยวอื่นๆ รวมทั้งมีดผ่าหมากและเต้าปูน ขันหมากส่วนใหญ่ตกแต่งด้วยการเขียนลวดลายสีชาดและรักพิมพ์ บางชิ้นมีการเติมทองคำเปลวเพื่อความวิจิตรหรูหรายิ่งขึ้น บางชนิดจะมีการตอดเบี้ยที่ตีนขันหมาก แสดงออกถึงความร่ำรวยและมีกินมีใช้ของเจ้าของ ดังนั้นหน้าที่ของขันหมากคือเป็นภาชนะใช้สอยและเป็นหน้าเป็นตา ความภูมิใจของเจ้าของในการต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน ภายในขันหมากจะมีชุดตลับเล็กๆ ซึ่งนิยมเป็นไม้กลึงสวยงาม บางชิ้นเป็นตลับขดด้วยตอกไม้ไผ่ทารักเช่นเดียวกับตัวขันหมาก แต่ในสมัยหลังนิยมใช่ตลับเงินตีดุนเป็นลวดลายแทนไม้กลึง เนื่องจากแลดูหรูหราภูมิฐานยิ่งขึ้น

            ขันดอกและขันโตก หรือพานใส่ข้าวตอก ดอกไม้และเครื่องเช่นไหว้ของชาวล้านนา มีลักษณะคล้ายจานที่ฐานยกสูง คาดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากจานเชิงของจีนที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา แต่ขันดอกจะมีส่วนจานและฐานเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงายอย่างชัดเจน หรือที่เรียกว่า ฐานปัทม์ ขันดอกแบบโบราณนิยมทำจากไม้สักกลึงสองหรือสามตอนแล้วนำมาสวมต่อกันเป็นรูปพานทาด้วยยางรักและตกแต่งด้วยการเขียนลวดลายสีดำสีแดงเป็นกลีบบัวสอดไส้ ขัดดอกและขันโตกใช้สำหรับใส่ข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนไปวัดหรือในพิธีกรรม บ้างที่ใช้ใส่เครื่องเซ่นไหว้ และของที่มอบให้เป็นทางการในพิธีสำคัญๆ

             ขันดอกไม้กลึง หรือ ขันซี่ขันตีนถี่  เป็นขันดอกที่รับอิทธิพลและรูปแบบจากขันดอกของชาวไทเขิน มีลักษณะที่เด่นมาก คือ ที่เชื่อมระหว่างตัวพานไม้กลึงกับฐานไม้กลึง เดิมจะเป็นไม้กลึงทรงบัวลูกแก้ว ได้เปลี่ยนเป็นใช้ไม้ซี่กลึงขนาดเล็กๆเรียงชิดกันเป็นแถวรอบฐานทรงกลมคล้ายขันโตก ซึ่งซี่ไม้ที่เป็นขาจะมีการเหลาเป็นปล้องๆ ให้สวยงาม เมื่อเรียงกันเป็นแถวจะมีลักษณะคล้ายลูกกรงระเบียงบ้าน ขันซี่ทั่วไปจะทาสีแดงชาดเท่านั้น ไม่นิยมมีลวดลายเหมือนขันดอก ขันซี่บางชิ้นมีการกลึงลวดบัวที่มีสัดส่วนสวยงามแปลกตา ขันซี่นิยมใช้เป็นขันตั้งหรือภาชนะในพิธีสำคัญทางศาสนา

             ขันโตก เป็นภาชนะที่มีโครงสร้างและวัสดุเช่นเดียวกับขันดอก แต่มีขนาด การตกแต่ง และประโยชน์ในการใช้สอยที่ต่างกันออกไป โดยทั่วไปขันโตกจะเป็นไม้กลึง มีลูกติ่ง หรือ ลูกกรง ประมาณ 6 – 8 ขา เป็นขาเชื่อมระหว่างตัวโตกและฐาน ขันโตกที่ชาวบ้านโดยทั่วไปใช้เป็นโตกไม้ธรรมดา หรือทายางรักสีดำ สำหรับเป็นภาชนะรองถ้วยอาหาร ส่วนขันโตกของชนชั้นสูงและพระสงฆ์ นิยมทาชาดสีแดง มีขนาดใหญ่กว่าขันโตกของชาวบ้าน บางครั้งมีอูบข้าว หรือฝาชีปิดครอบ ในกรณีของขันโตกที่ทาชาดสีแดงมักใช้ในพิธีกรรม เช่น การจัดขันตั้ง (ขันไหว้ครู) ขันขวัญ (บายศรี) และขันใส่เครื่องไทยทานถวายพระ เป็นต้น

ขันโอ  ภาชนะเครื่องรักที่มีพัฒนาการของรูปทรงมาจากกระบุงไม้ไผ่สาน ใช้สำหรับใส่ของหลายประเภทในพิธีกรรมและการไปทำบุญ รูปทรงของขันโอเหมือนกระบุงขนาดเล็กป้อมๆ เตี้ยๆ ทาด้วยยางรัก ด้านนอกสีดำ ด้านในสีแดง มีหูเล็กๆ สี่หู สำหรับร้อยเชือกหาบ ปากขันโอมีถาดวางปิดไว้ได้ ส่วนก้นขันโอมีการปั้นยางรักให้เป็นปุ่มสี่ปุ่มเพื่อใช้ในการรองรับการถูไถได้ดี บางชิ้นมีการใช้หอยเบี้ยเสริมความเข้มแข็งของปุ่มรองก้น ขันโอนิยมผลิตเป็นคู่ เรียกกันว่า หาบไม้คานหาบ ส่วนใหญ่จะเป็นไม้คานเรียวเล็กต่อปลายทั้งสองให้งอนขึ้น หรือแกะสลักเป็นลวดลายสวยงาม  ขันโอที่เป็นใบเดี่ยวจะมีขนาดเล็ก ประดับด้วยลวดลายการเขียนสีหรือปิดทอง ไม่มีหูร้อยเชือก เพราะใช้อุ้มเหมือนขันเงินหรือสลุงเงิน คาดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก ก๊อกโอ หรือ ซ้าข้อง ของชาวไทเขิน

  1. การแต่งกาย

ผู้ชาย สวมเสื้อผ้าฝ้ายทอมือแขนสามส่วน คอกลม ผ่าหน้า ติดกระดุม นิยมสวมเสื้อทับข้างนอก ส่วนเสื้อข้างในมักจะเป็นเสื้อยืดหรือเสื้อสีขาวมีปก นิยมผ้าโพกหัวใช้สีครีมหรือสีขาว และมัดเอวด้วยผ้าสีอ่อน สวมกางเกงสะดอ หรือ อาจจะนุ่งเตี่ยวโย้เหมือนกางเกงแบบจีน ใช้ได้ทุกสี

ผู้หญิง สวมเสื้อที่มีลักษณะเดียวกับเสื้อปั๊ด ไม่มีปก เสื้อมีตัวสั้น ชายเสื้อตรงเอวจะงอนขึ้นหรือกางออกเล็กน้อย ใช้ผ้าสีชมพูหรือสีอ่อนโพกหัว และผ้าซิ่น ส่วนบนเป็นลายริ้วหรือที่เรียกกันว่า “ซิ่นก่าน” ส่วนตีนจะต่อด้วยผ้าสีเขียวเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทเขิน เครื่องประดับจะนิยมเครื่องประดับที่ทำมาจากเครื่องเงิน

  1. อ้างอิง

ทวี สว่างปัญญากูร (ปริวรรต).  ตำนานเมืองเชียงตุง. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  2527.

วิถี พานิชพันธ์. เครื่องเขินในเอเชียอาคเนย์. เชียงใหม่ : ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2545.

วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. นามานุกรมเครื่องจักสาน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2553.

ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่.  การเสวนาไทศึกษาครั้งที่ 4 : ไทขึนและเมืองเชียงตุง  : เชียงใหม่.

ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่, 2536.

__________.  การแต่งกายพื้นเมือเชียงใหม่  : เชียงใหม่.  ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัด

เชียงใหม่, 2539.

ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคเหนือ . เครื่องเขิน. ลำปาง : ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคเหนือ

กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ, 2537.

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม. ภูมิปัญญาเชิงช่างเชียงใหม่. เชียงใหม่ : โชตนาพริ้นท์ จำกัด, 2554.

https://museum.socanth.tu.ac.th/knowledge/past-exhibition/ (สืบค้นเมื่อ 17 มิ.ย. 62)

http://www.finedaechiangmai.com/news_detail.php?id=11 (สืบค้นเมื่อ 17 มิ.ย. 62)

http://www.tpschamnong.iirt.net/article/basa_5nt132.html (สืบค้นเมื่อ 17 มิ.ย. 62)

http://th.wikipedia.org/wiki/ไทขึน (สืบค้นเมื่อ 17 มิ.ย. 62)

http://www.montfort.ac.th/mcs/dept/witaya/karen.htm (สืบค้นเมื่อ 17 มิ.ย. 62)

http://www.hugchiangkham.com (สืบค้นเมื่อ 17 มิ.ย. 62)

https://thailandhandmadebuu.wordpress.com/category/ (สืบค้นเมื่อ 17 มิ.ย. 62)

สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ –> ไทเขิน

You may also like...